ข้อความต้นฉบับในหน้า
66
ไปในเหตุว่างของฌานที่ ๑ แล้วฌานที่ ๔
ก็จะเลือนหายไป มีฌานที่ ๔ เกิดขึ้นมา
รองรับแทนที่ เรียกว่า อากาสานัญจายตน
เพราะที่แท้ร่างกายนี้สัก ฌาน แปลว่า ฌานที่กำหนดเอาช่องว่างหา
(ฮ
แต่ว่าเป็นธาตุทั้ง
คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ
ธาตุลม ธาตุไฟ
ผสมประกอบกัน
ขึ้นมาเท่านั้น
ทนำซ้ำยังเป็นธาตุ
ไม่บริสุทธิ์อีกด้วย
ย่อมต้องเปลี่ยนแปลง
แตกสลาย
ไปตามกาลเวลา
ที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ ธรรมกายก็ประทับ
นิ่งบนนั้นทั้งใสและสว่างยิ่งขึ้นอีกนับเท่า
ไม่ถ้วน
จากนั้นธรรมกายก็น้อมเข้าไปใน
เหตุว่างของฌานที่ ๒ แล้วฌานที่ ๔ ก็
จะเลือนหายไป มีฌานที่ 5 เกิดขึ้นมา
รองรับแทนที่ เรียกว่า วิญญาณัญจา
ยตนฌาน แปลว่า ฌานอันกำหนดวิญญาณ
หาที่สุดมิได้เป้นอารมณ์ธรรมกายก็
ประทับนั่งบนนั้น ทำให้ใสสว่างยิ่งขึ้นทั้ง
ฌานทั้งกายอีกนับเท่าไม่ถ้วน
b
จากนั้นธรรมกายก็น้อมเข้าไปใน
เหตุว่างของฌานที่ ๓ แล้วฌานที่ 5 ก็จะ
เลือนหายไป มีฌานที่ ๗ เกิดขึ้นมารอง
รับแทนที่ เรียกว่า อากิญจัญญายตนฌาน
แปลว่า ฌานอันกำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรๆ
อีกแล้วเป็นอารมณ์ ธรรมกายก็ประทับ
นั่งบนนั้น ทำให้ใสสว่างยิ่งขึ้นไปอีกนับ
เท่าไม่ถ้วนทั้งฌานทั้งกาย
จากนั้นธรรมกายก็น้อมเข้าไปใน
เหตุว่างของฌานที่ ๔ แล้วฌานที่ ๒ ก็
จะเลือนหายไป มีฌานที่ ๔ เกิดขึ้นมา
รองรับแทนที่ เรียกว่า เนวสัญญานา
สัญญายตนฌาน แปลว่า ฌานอันเข้าถึง
ภาวะแม้มีความจำก็ไม่ใช่ ไม่มีความจำก็
ไม่ใช่ ธรรมกายก็ประทับนั่งบนนั้นทำให้
ใสสว่างยิ่งขึ้นไปอีกนับเท่าไม่ถ้วน
เมื่อเข้าฌานมาได้ตามลำดับๆ ทั้ง
4 ฌานดังนี้แล้ว นอกจากธรรมกายและ
ฌานที่รองรับจะใสสว่างยิ่งขึ้นมานับเท่า
ไม่ถ้วน แม้กายและใจของกายในกาย
ต่างๆ ตั้งแต่กายมนุษย์ กายทิพย์ กาย
รูปพรหม และอรูปพรหมก็พลอยใสสว่าง
ยิ่งๆ ขึ้นตามไปด้วย จึงกลายเป็นว่า
การเช้าฌานก็คือการกลั่นกายและใจให้
ใสสะอาด - สว่าง ยิ่งๆ ขึ้นไปนั่นเอง
และการเข้าฌานตั้งแต่ฌานที่ ๑ ถึง ๘
ไปตามลำดับเช่นนี้เรียกว่า เข้าฌานโดย
อนุโลม
จากนั้นธรรมกายก็เข้าฌานย้อน
กลับมาหาฌานที่ ๔-๖-๕-๔-๓-๒-๑ เรียก
ว่า เข้าฌานโดยปฏิโลม
หลังจากธรรมกายเข้าฌานโดย
อนุโลมและปฏิโลมทบไปทวนมาอย่างนี้ถึง
๗ ครั้งแล้ว ก็จะเป็นผลให้ ทั้งกาย ทั้งใจ
ทั้งฌาน ใสสะอาดบริสุทธิ์ สว่างไสวเกิน
กว่าจะประมาณได้ว่า สว่างเป็นอสงไขย
เท่าของดวงอาทิตย์ในยามเที่ยง
เพราะความใสและสว่างเป็นอย่างยิ่ง
นี้เอง ดาธรรมกายจึงสามารถเห็นอริยสัจ
กัลยาณมิตร (๑๘ 1 ตุลาคม ๒๕๕๑