ข้อความต้นฉบับในหน้า
เข้าร่วมโครงการ มีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ดังนี้ (ดูจากตารางที่ ๑)
จากข้อมูลในตารางที่ ๑ สามารถสรุปได้ว่า
ข้าราชการตำรวจแทบทุกนาย มีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อ
คุณภาพชีวิต เช่น ทานอาหารจานด่วน ร้อยละ ๙๔.๒๓
กาวปฏิบัติ
เทอเปลี่ยนพฤติกรรม
ลดหรือเลิกปริมาณการดื่มกาแฟ
ดื่มกาแฟ ร้อยละ ๙๑.๙๓ ดื่มสุรา ร้อยละ ๗๗.๔๗ ไม่
ตรวจสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ ๖๘ และสูบบุหรี่
ร้อยละ ๓๖.๗๓ โดยที่บางอย่างไม่ทราบมาก่อนว่า
พฤติกรรมดังกล่าวนี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อันจะส่ง
ผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
ผู้ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรม ในระดับต่างๆ (คิดเป็นร้อยละ ของ กลุ่มเป้าหมาย)
ระดับ รอง ผบก. ระดับ ผกก.-รอง ผกก. ระดับ รอง สว. เฉลี่ยทุกระดับ
75.0
61.1
64.7
66.93
ลดหรือเลิกสูบบุหรี่
69.1
84.8
81.1
78.33
ลดเลิกการดื่มจูรา
78.1
65.2
83.7
75.67
ลดการทานอาหารจานด่วน
74.8
74.1
68.7
72.53
เพิ่มกาวตรวจจุขภาพมากชั้น
70.0
78.5
54.1
67.53
เพิ่มออกกําลังกายให้บ่อยมากชั้น 76.5
87.7
65.6
76.6
เพิ่มกาวท่าสมาธิมากชั้น
81.6
84.3
67.1
77.67
71.7
86.5
72.6
76.93
เพิ่มการทำบุญตักบาตรให้มากชั้น
ที่มา : จากแบบสอบถามของผู้เข้ารับการอบรม หลักสูตรกาวบริหารงานตำรวจชั้นสูง รุ่นที่ 18. หลักสูตร
ผู้กำกับกาว รุ่นที่ 33. หลักสูตรหัวหน้าสถานีตำรวจของ บช.น. และ ภ.1-8, และหลักสูตร สารวัตร รุ่นที่ 52
ดารางที่ ๒
หลังจากเช้าร่วมโครงการฯ
แล้วกลุ่มเป้าหมาย มีความตั้งใจที่
จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง
โดยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทาง
ที่ดีขึ้น (ดูจากตารางที่ ๒)
จากข้อมูลในตารางที่ ๒ จะ
เห็นว่า ข้าราชการตำรวจที่มี
พฤติกรรมเป็นอันตรายต่อคุณภาพ
ชีวิต มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมให้ถูกต้องในทุกด้าน
การนำกลุ่มข้าราชการตำรวจเป็นจำนวนมาก เข้ารับการศึกษาอบรมตามโครงการที่วัดนับว่าได้
ประโยชน์หลายประการ เช่น ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากในการจัดที่พัก เหมือนกับจัด
อบรมตามรีลอร์ทหรือ โรงแรม เป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนให้น้อยที่สุดแต่เกิดประโยชน์สูงสุด
ทั้งเป็นการบำรุงวัด และส่งเสริมสืบทอดพุทธศาสนา
กัลยาณมิตร ๕๗ ชันวาคม ๒๕๙๓