ข้อความต้นฉบับในหน้า
เรื่องแรก
เมื่อครั้งฉลองพระมหาเจดีย์ครั้งที่
เจดีย์ครั้งที่ ๑ ป้าก็
อยากเป็นประธานรอง ทำบุญอย่างน้อย ๑ ล้านบาท
แต่มีเงินแค่พอใช้ไปแต่ละเดือนไม่กี่พันบาท เก็บ
หอมรอมริบอย่างไร ทั้งปีก็ไม่ได้เงินถึงล้านแน่นอน
ว่าแล้วป้าก็ไปบอกขายนา คนซื้อรู้ว่าป้าร้อนเงิน
ราคาที่เคยเสนอให้มาทีแรก ก็ปฏิเสธไม่ยอมให้กด
ราคาลงเหลือแค่หนึ่งในสาม ป้าขายไม่ได้ก็คิดหาวิธี
ใหม่ คือชักชวนคนรู้จักร่วมบุญกันเดือนละ ๕๐๐ บาท
ป้าทำหนึ่งพันบาท ร้อยกว่าคนใช้เวลา ๑๔ เดือน
จนถึงวันฉลองครั้งแรก ได้เงินทำบุญเกือบ ๒ ล้าน
บาท โดยป้าและสมาชิกอีก ๒ ท่าน ทุ่มกันคนละ
เกินแสน
ป้าจำได้ว่า เราฟังเทศน์จากพระเดช
พระคุณหลวงพ่อ ท่านว่าทำบุญด้วยตนเองด้วย
ชักชวนผู้อื่นด้วย อานิสงส์ที่เกิดจะได้ทั้งทรัพย์และ
บริวาร ถ้าทำตามลำพังไม่ชวนใคร ก็เป็นคนรวย
แบบเงียบเหงาไร้พวกพ้อง ถ้าดีแต่ชวนผู้อื่น ตนเอง
ไม่ทำ ก็มีพรรคพวกมาก แม้ตนจะเป็นหัวหน้า ก็จะ
ยากจนกว่าเพื่อน
ป้าจึงได้พยายามนำเงินสะสมที่มีไว้รักษาตัว
ทำบุญจนเกลี้ยง หนึ่งแสนเศษ
พอทราบว่าจะมีการฉลองครั้งที่ ๒ คราวนี้
ไกลเกินฝัน อาการป่วยร่อแร่เต็มที่ ไม่แน่ใจว่าจะมี
ชีวิตอยู่ถึงวันฉลองหรือเปล่า
อย่างไรก็ดี ครั้งที่สองป้าก็อยากทำบุญด้วย
ตนเองอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าแสนเหมือนครั้งแรก จึง
พยายามเก็บหอมรอมริบเงินบำนาญ จะทำบุญโป้ง
ประวัติศาสตร์ 5 สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ แต่บวก
ลบเท่าไรก็ได้ราว ๖ - ๗ หมื่น ไม่เต็มแสน ตนเอง
ไม่ทราบจะวิ่งไปหายืมจากหมู่ญาติคนใด เพราะ
นอนอยู่ในโรงพยาบาลมาตั้งแต่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.
๒๕๔๓ แล้ว
เมื่อลูกชายคนเล็กไปเยี่ยม ป้าจึงถามลูกว่า
มีเงินให้แม่ยืมพรุ่งนี้ (5 สิงหาคม) สักแสนไหม ออก
จากโรงพยาบาลแล้ว แม่จะใช้ให้ถามแล้วก็ใจคอไม่สู้ดี
เกรงลูกจะปฏิเสธ
ป้าคอยคำตอบอึดอัดอยู่ครู่ใหญ่ ลูกตอบว่า
“มีครับแม่ ที่ผมเก็บไว้ที่บ้านกับกด A.T.M. วันนี้
และเช้าพรุ่งนี้ พอได้ครับ"
คืนนั้นป้านอนยิ้มอย่างมีความสุข พรุ่งนี้จะ
ได้ทำโป้ง ประวัติศาสตร์หนึ่งแสนแล้ว รีบไปขอ
อนุญาตนายแพทย์ลาไปทำบุญที่วัดครึ่งวัน 5 สิงหาคม
พ.ศ. ๒๕๔๓ หมอก็อนุญาต พร้อมกับบ่นว่า ความ
จริงไม่อยากให้ไปไหนเพราะมีไข้ต่ำๆ ตลอดมา
หลายวันแล้ว ยังไม่รู้ว่าติดเชื้ออะไร
b
ป้านึกในใจว่า “ฮ! ถ้าไม่ให้ไป ก็จะหนีไป
จนได้ คนเราถ้ามีชีวิตอยู่โดยไม่ได้ทำบุญ อยู่ไปทำไม
อยู่ให้นานแค่ไหนที่สุดมันก็ตายด้วยกันทั้งนั้น”
เช้าวันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม ลูกชายนำเงินสด
มัดมาให้หนึ่งแสนบาท ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน
พูดว่า “เงินนี้ ผมเก็บไว้จะใช้ทำงานศพของแม่แต่ผม
มาคิดว่า ไปใช้ทําบุญตอนงานศพแม่จะได้บุญมาก
แค่ไหนกับสู้ให้ทำบุญขณะยังไม่ตายเสียตอนนี้แหละ
แม่ต้องดีใจแน่ๆ”
ป้าพนมมืออนุโมทนา พูดไม่ออก มัน
ตื้นตันใจจริงๆ นึกไปถึงเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๖ เมื่อ
ป้าผ่าตัดใหญ่รู้ว่าเป็นโรคร้ายระยะ ๒ ลูกเขาก็บวช
ให้ทั้งพรรษาประพฤติปฏิบัติเคร่งครัด มาคราวนี้ยัง
ให้เงินทำบุญโดยไม่ต้องยืม ป้าหายตื้นตันแล้วก็ให้
ศีลให้พรเป็นการใหญ่
กัลยาณมิตร กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ๓๓