ข้อความต้นฉบับในหน้า
มีนายกรัฐมนตรี ๑ คน และประธานแบงก์ ๑ คน
และพิธีกร ๑ แต่เป็นนักพูดระดับโลก มาจาก
อเมริกาได้ พอเรารู้ว่าเป็นระดับสูงอย่างนี้ หลวง
พ่อก็เตรียมตัว แรกๆ เลย เราไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่า
เขามีการประชุมแบ่งเป็น ๒ การประชุม
อันดับแรกเป็นการประชุมของสมัชชา
ใช้ตึกใหญ่ แล้วก็มีการประชุมแบ่งกลุ่มรองลงมาใช้
ตึกสอง เรียกว่า PALACE DES NATION แต่ว่า
มีอีกตึกนึง มีการประชุมเป็นพันๆ คนเลยนะครับ
เรียกว่า เจนีวา 2000 ซึ่งประชุมอันนั้นเป็นการ
ประชุมพวกกลุ่ม NGO ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจนึกว่า
พวก NGO จะเข้ามาฟังด้วย ปรากฏว่าไม่ใช่ คนที่
เข้ามาฟังในห้องนี้(ห้องที่หลวงพ่อทัตตชีโวเข้าร่วม
ประชุมด้วย) ทั้งหมดเป็นบุคคลระดับราชการคือ
เป็นคนที่เขาเชิญมา ต้องมีบัตรเชิญพิเศษเฉพาะ
เท่านั้นถึงเข้าประชุมได้ ฉะนั้นจำนวนคนจะไม่มาก
แต่ระดับจะสูงมาก ซึ่งเราก็ไปรู้ในห้องประชุมว่า
แต่ละคนที่เขามานั่งนั้น เป็นผู้ที่มีตำแหน่งทั้งนั้น
แล้วก็เวลาที่เขาตั้งคำถาม ก็จะตั้งเป็นภาษาอังกฤษ
แล้วเวลาที่ Debate เรียกว่ามีการแลกเปลี่ยนกัน
คนที่พูดข้างล่างจะพูดเก่ง ผมว่า ๙๙% พูดเก่งทุก
คน ยกเว้นคนที่ระดับสูง
การประชุมใหญ่ครั้งนี้ ในภาคเช้านั้น
เป็นการเปิดประชุมสมัชชา เป็นงานใหญ่ ผู้เข้าร่วม
มี ประธานาธิบดีสวิสเซอร์แลนด์ คุณโคฟี อันนั้น
พวกระดับเจ้าชายเจ้าหญิง นายกฯ ฯลฯ ประชุม
ใหญ่ตอนเช้าเป็นห้องใหญ่ พอถึงตอนบ่ายก็แบ่ง
กลุ่มย่อย แต่กลุ่มย่อยห้องนั้นประมาณ ผมว่าร้อย
กว่าถึงสองร้อยคน ถ้าเต็มๆ แต่ถ้าเอาโต๊ะ เอา
เก้าอี้ไปวางก็ได้ไม่มากเท่าไหร่ และก็ถือว่าเป็นการ
ประชุมครั้งแรกซึ่งเขาก็พูดเองว่า นี่เป็นครั้งแรก
เลยนะ ที่มีพระทางพุทธศาสนามา เขายังไม่เคยให้
โอกาส เพราะปกติแล้ว การประชุมของพวก
ศาสนาด้วยกัน ก็จะเป็นคริสต์ อิสลาม
พุทธ
ซิกซ์
อะไรทั้งหลายไป ครั้งนี้ไม่มีศาสนาอื่นเลยนะครับ
มีพระศาสนาพุทธขึ้นไปพูดกับระดับคนธรรมดาก็คือ
คนที่ไม่ใช่พระ ซึ่งเป็นผู้นำของโลก ซึ่งเขาก็คง
อยากทดลองเหมือนกันว่า เราจะมีมุมมองอะไร
ใหม่ๆ มั้ย เพราะปัญหาของเขาคืออย่างที่อธิบายไป
วารสาร : อาจารย์คะ อยู่ดีๆ เป็นไปได้ไหมที่ใคร
อยากพูด ก็เสนอตัวขอเข้าไปพูดเลย?
อ.มานิต : ไม่ได้ครับ
:
วารสาร - เกณฑ์การตัดสินใจ อยู่ในดุลพินิจของ
คณะกรรมการใช่ไหมคะ ว่าจะเชิญใครขึ้นพูด?
อ.มานิต : ในคณะกรรมการของเขา เราไม่มีสิทธิ์
เข้าไปยุ่งนะครับ เขาจะมีขั้นตอนของเขายาวเหยียด
เลยนะครับ
วารสาร : จากการที่ในที่ประชุมได้มีโอกาสฟัง
หลวงพ่อกล่าว เท่าที่อาจารย์สังเกตบรรยากาศใน
ขณะนั้น รู้สึกเป็นอย่างไรบ้างคะ?
ด
๑๐
อ.มานิต : ผมว่าตอนที่ประทับใจที่สุด คือ ตอนที่
หลวงพ่อนำนั่งสมาธินะครับ หลวงพ่อพูดอยู่
กว่านาที แล้วก็มีการนั่งสมาธิ บอกว่าจะนั่ง ๑ นาที
แต่จริงๆ แล้วก็นำนั่งยาวกว่า ๑ นาที ทุกคนใน
ห้องก็หลับตา พวกประธานาธิบดี พวกนายกรัฐมนตรี
ก็นั่งหลับตาด้วย และผมคิดว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี
เพราะว่าหลังจากที่หลวงพ่อนำจบแล้วหลวงพี่
นิโคลัสจะพูดเป็นภาษาอังกฤษ โดยขึ้นไปนั่งคู่กับ
หลวงพ่อ ก็มีคนมาทักทายว่า “น่าสนใจนะครับ เขา
อาจจะนั่ง” หลวงพี่นิโคลัสก็ช่วยอธิบายเป็นภาษา
อังกฤษให้นึกถึงดวงดาว ดวงเดือน พระอาทิตย์
อะไรทำนองนี้ เขาบอกก็ไม่เห็นดวงเดือน ดวงดาว
อะไรหรอกนะครับ แต่เขาคิดว่า มันสงบดีมาก น่า
สนใจมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้นั่งสมาธิ ในที่
ประชุมใหญ่อย่างนี้
วารสาร : อาจารย์คะ ช่วงเช้าที่อาจารย์บอกว่า
มีคนดังๆ เข้าประชุมจำนวนมาก หลวงพ่อท่านได้
เข้าไปประชุมที่ห้องนั้นด้วยไหมคะ?
อ.มานิต : ไม่ได้เข้าครับ คนละห้องกัน ห้องนั้น
ต้องเป็นตัวแทนประเทศ จะมีธงชาติปัก มีชื่อประเทศ
๒๔ กัลยาณมิตร สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓