ธรรมกายและธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2543 ฉบับที่ 8 หน้า 79
หน้าที่ 79 / 108

สรุปเนื้อหา

จากวัตติโน จ ริตเนส มหากายูปปูนนี้ อาจคต์ วิปุล มหนฺติ หารตน อิทมุนี ธมมวิจยสัมโพชฌงครัตน์ มหนฺติ ธมฺมกายรูปนน อาจุดคต วิปุล มหนูตันติ หารตนสทิส โหติ, จักกวัตติโน อสส.รตน์ สีม ลหุ ชว, อิทมปี ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ในธรรมกาย คำว่า “ธรรมกาย” ในอรรถกถา จักกวัตติสูตร สังยุตตนิกาย ชื่อ สารัตถปกาสินี ฉบับมหาจุฬาฯ ข้อ ๒๒๔ หน้า ๒๒๓ ว่า จกฺกวตฺติโน จ.รตเนส มหากายูปปนน์ อาจคคต วิปุล์ มหนฺต์ หตุถีรตน์, อิทมปิ ธมมวิจยสมโพชฌงครัตน์ มหนฺต์ ธมฺมกายูปปูนน์ อาจคุคต์ วิปุล มหนฺตนฺติ หารตนสทิส โหติ คำแปล : บรรดารัตนะทั้งหลาย ช้างแก้วของ พระเจ้าจักรพรรดิเกิดร่างใหญ่ สูง ไพบูลย์ใหญ่ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์รัตนะ เข้าถึงธรรมกาย เป็นอันมาก สูงส่งแผ่ไปอย่างกว้างขวาง ดังนั้น จึงเปรียบด้วยช้างแก้ว ขยายความ : คำว่า เข้าถึงธรรมก

หัวข้อประเด็น

- ธรรมกายและธัมมวิจยสัมโพชฌงค์

ข้อความต้นฉบับในหน้า

จากวัตติโน จ ริตเนส มหากายูปปูนนี้ อาจคต์ วิปุล มหนฺติ หารตน อิทมุนี ธมมวิจยสัมโพชฌงครัตน์ มหนฺติ ธมฺมกายรูปนน อาจุดคต วิปุล มหนูตันติ หารตนสทิส โหติ, จักกวัตติโน อสส.รตน์ สีม ลหุ ชว, อิทมปี ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ในธรรมกาย คำว่า “ธรรมกาย” ในอรรถกถา จักกวัตติสูตร สังยุตตนิกาย ชื่อ สารัตถปกาสินี ฉบับมหาจุฬาฯ ข้อ ๒๒๔ หน้า ๒๒๓ ว่า จกฺกวตฺติโน จ.รตเนส มหากายูปปนน์ อาจคคต วิปุล์ มหนฺต์ หตุถีรตน์, อิทมปิ ธมมวิจยสมโพชฌงครัตน์ มหนฺต์ ธมฺมกายูปปูนน์ อาจคุคต์ วิปุล มหนฺตนฺติ หารตนสทิส โหติ คำแปล : บรรดารัตนะทั้งหลาย ช้างแก้วของ พระเจ้าจักรพรรดิเกิดร่างใหญ่ สูง ไพบูลย์ใหญ่ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์รัตนะ เข้าถึงธรรมกาย เป็นอันมาก สูงส่งแผ่ไปอย่างกว้างขวาง ดังนั้น จึงเปรียบด้วยช้างแก้ว ขยายความ : คำว่า เข้าถึงธรรมกายเป็นอันมาก หมายความว่า ธรรมอันเป็นส่วนหนึ่งแห่งการ ตรัสรู้ก็คือญาณเป็นเครื่องสอดส่อง วิจัย ใคร่ครวญ พิจารณาธรรม (ทั้งกุศลธรรมและ อกุศล) มีในธรรมกายเป็นอันมาก คือมีปรากฏ ในธรรมกายทุกประเภท เพราะธรรมกายคือ ตถาคตเป็นที่ปรากฏของรัตนะคือโพชฌงค์ ๗ ประการ ดังที่ตรัสไว้ใน จักกวัตติสูตร ใน สังยุตตนิกาย มหาวรรค (๑๙/๕๐๖/๑๒๖) ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะพระตถาคต (ธรรมกาย)อรหันตสัมพุทธเจ้าปรากฏ รัตนะ คือโพชฌงค์ ๗ จึงปรากฏ” ดังนี้ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ โดยความ ได้แก่ ตัวปัญญาที่มีความเจริญ คือ รู้อยู่ในรูปนาม และความเกิดดับของรูปนามโดยกิจคือการ ภาวนา แล้วทำลายโมหะ และปรากฏขึ้นโดย ความเป็นสัมโพธิญาณ คือ มรรคทั้ง ๔ โดยองค์ธรรม ได้แก่ ปัญญาเจตสิก ในมหากุศลและมหากริยาญาณสัมปยุตตจิต และ อัปปนาชวนจิต ๒๖ ในแต่ละกาย ดังนั้น ธรรมกายกับปัญญาคือธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ จึงเป็นเอกภาพ คือแบ่งแยกกันมิได้ บุคคลจะบรรลุถึงได้ก็ ด้วยการบำเพ็ญเพียรทำสมาธิจนจิตละเอียด จนเข้าถึง ธรรมกายเป็นลำดับ อาศัยธรรมกายซึ่งมีธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ถึงความผ่องใสแห่งปัญญา เพราะทิ้งอวิชชาอันเป็นกากเสียได้ จึงถึงการตรัสรู้ธรรมโดยชอบ เพราะเหตุนั้น พระอรรถ กถาจารย์จึงกล่าวว่า “ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์รัตนะ เข้าถึง ธรรมกายเป็นอันมาก” ดังนี้เป็นต้น พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีกล่าวไว้ว่า “มีสติ ใจหยุดนิ่งอยู่ก็สอดส่องอยู่ ความดีความชั่วจะเล็ดลอดเข้ามา ท่าไหน ความดีจะลอดเข้ามาหรือความชั่วจะลอดเข้ามา ความดีลอดเข้ามาก็ทำใจให้หยุด ความชั่ว ลอดเข้ามาก็ทำใจให้หยุด ดีชั่วไม่ผ่องแผ้วไม่ เอาใจใส่ ไม่กังวลไม่ห่วงใยใจหยุดระวังไว้ ไม่ ให้เผลอก็แล้วกัน นั่นเป็นตัวสติวินัย ที่ สอดส่องอยู่นั่นเป็นธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ กัลยาณมิตร สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ | ๗๗
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More