ข้อความต้นฉบับในหน้า
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชนิพนธ์คำฉันท์ที่สะท้อนความ
ทรงปริเทวนาการอย่างรุนแรงว่า
ปริเทวนาการแห่งพระมหา
กษัตริย์เจ้า
ก่อนจะเผชิญหน้ากับศตวรรษที่ 21
คนไทยเคยเผชิญกับสภาวะคล้ายๆ กันนี้มา
แล้ว ไม่ว่าจะเป็นช่วงล่าอาณานิคมในสมัย
ต้นรัตนโกสินทร์ และการเผชิญหน้ากับ
กระแสหลากของลัทธิตะวันตกในสมัย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น
พระมหากษัตริย์เจ้าของไทย คือ
ด่านหน้าที่ปะทะกับจักรวรรดินิยมตะวันตก
ยอมเสียดินแดนบางส่วนไปด้วยน้ำตาที่
หลั่งล้นในหัวอก
ดังในเหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ที่ไทย
ต้องเสียดินแดนมากมายให้แก่ฝรั่งเศส
ผลักดันของมันหรือ
ไม่ ในความหยิ่ง
ยโสโอหังของมัน มัน
คิดว่าหาดทรายต้อง
พร้อมที่จะต้อนรับ
ย่ำยีจากอริราชศัตรูกลับลดถอยลงอย่างน่า
ใจหาย จิตวิญญาณแห่งความรักและ
หวงแหนชาติวอดวายทั้ง ๆ ที่ต้องโฆษณา
ความรักชาติยังดำเนินไปอย่างอึกทึก
ครึกโครม ความหลงอำนาจนำมาซึ่งการ
แย่งชิง และการตั้งตนเองเป็นสัญลักษณ์
“ตำรวจในสมัยประชาธิปไตย ที่ผู้
ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นอธิบดี
คลื่นลูกที่สามไม่เคย
แห่งชาติ พระยาศราภัยพิพัฒน์ได้กล่าวถึง
เหตุการณ์ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ว่า
หยุดมองว่าหาดทราย
ข้างหน้าจะพังถล่ม
นั้นทารุณโหดร้ายเพียงใด เพียงปลดรูป
ทลายลงเพราะพลัง
พระยาพหลพร้อมกับเปล่งวาจาออกมาว่า
ไม่อยากติดเท่านั้น ก็ถูกตำรวจจับ
หนังสือพิมพ์ถูกปิดนับไม่ถ้วนครั้ง ติเตียน
รัฐบาลหรือผู้ก่อการไม่ได้เลย เรียกกันว่า
โอษฐภัย พระสงฆ์องค์หนึ่งเขียนจดหมาย
ถึงโยม บอกเรื่องกบฏว่า “ให้ฟังหูไว้หู” ก็
ถูกตำรวจจับฟ้องศาลฐานผิดมาตรา ๑๐๔
“เจ็บนานนึกหน่ายนิตย์
มันหรือไม่หาดทราย
นายทหารบกถูกตำรวจยิงตายถึง ๒ คน
มานะเรื่องบ้ารุงกาย
เพราะเกี่ยวข้องกับการเมือง และข้อร้าย
ก็ต้องตายไปเอง
ส่วนจิตบ่มีสบาย
ที่สุดก็คือเลี้ยงพยาน ทำพยานเท็จ เอาคน
ศิระกลุ่มอุราตึง
เข้าคุกเสียนับไม่ถ้วน"
ตริแต่จะถูกรึง
อุระอัดและอัตรา
และเมื่อท่านจอมพลป.พิบูล
สงครามขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านก็
กลัวเป็นทวิราช
บตรีป้องอยุธยา
เสียเมืองต้องนินทา
บ่ละเว้นฤวางวาย
คิดใดจะเกี่ยงแก้
ก็พบซึ่งเงื่อนสาย
สบหน้ามนุษย์อาย
จึงจะอุดและเลยสูญ"
ครั้นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ความ
รักประเทศชาติและความประหวั่นกลัวการ
กลายเป็นสัญลักษณ์ของชาติยิ่งขึ้นไปอีก
กัลยาณมิตร สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗