ข้อความต้นฉบับในหน้า
ตามรอยหลวงพ่อวัดปากน้ำ
แต่ไม่อาจให้พระโพธิสัตว์หนีไปด้วยฤทธิ์มาร ๙ ประการ คือ
ลม ฝน ก้อนหิน เครื่องประหาร ถ่านไฟ ไฟนรก ทราย โคลน
ความมืด มารมีใจขึ้งโกรธบังคับหมู่มารว่า
“พนาย พวกเจ้าหยุดอยู่ไย จงท่าสิทธัตถะให้ไม่เป็นสิท
ธัตถะ จงจับ จงฆ่า จงตัด จงมัด จงอย่าปล่อย จงให้หนีไป”
ส่วนมารเองนั้นนั่งเหนือคอคชสารชื่อคิรีเมขละ ใช้กร
ข้างหนึ่งกวัดแกว่งศรเช้าไปหาพระโพธิสัตว์กล่าวว่า
“พานสิทธัตถะ จงลุกขึ้นจากบัลลังก์”
ทั้งหมู่มารก็ได้ทำความบีบคั้นร้ายแรงยิ่งแก่พระมหาสัตว์
ครั้งนั้น พระมหาบุรุษตรัสคำเป็นต้นว่า
“ดูก่อนมาร ท่านบำเพ็ญบารมีเพื่อบัลลังก์มาแต่ครั้งไร”
แล้วทรงน้อมพระหัตถ์ขวาสู่แผ่นปฐพี ขณะนั้นนั่นเอง
ลมและน้ำที่รองแผ่นปฐพี ซึ่งหนาหนึ่งล้านหนึ่งหมื่นสี่พัน
โยชน์ก็ไหวก่อน ต่อจากนั้น มหาปฐพีนี้ ซึ่งหนาสองแสนสี่
หมื่นโยชน์ก็ไหว 5 ครั้ง สายฟ้าแลบและอสนีบาตหลายพัน
เบื้องบนอากาศก็ผ่าลงมา ลำดับนั้นช้างคิรีเมขละก็คุกเข่า
มารที่นั่งบนคอคิรีเมขละ ก็ตกลงมาที่แผ่นดิน แม้พรรคพวก
ของมารก็กระจัดกระจายไปในทิศใหญ่ทิศน้อย เหมือนกำ
แกลบที่กระจายไปฉะนั้น”
ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาชนะมารได้ครั้งนั้น และ
ได้ตรัสรู้แล้ว มารก็หาได้หมดไปไม่ หลังการตรัสรู้ของพระ
องค์ได้ ๕ สัปดาห์ในขณะที่พระองค์ประทับอยู่ในบริเวณต้น
ปาลนิโครธ (ต้นไทร) ใกล้กับบริเวณต้นโพธิ์ที่พระพุทธองค์
ได้ตรัสรู้ มารก็ยังตามมารบกวนอีก เรื่องมีกล่าวไว้ใน มหา
ปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค ว่า
“ดูก่อนอานนท์ สมัยหนึ่ง แรกเราตรัสรู้ พักอยู่ที่ต้นไม้
อชปาลนิโครธ ส่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ
ครั้งนั้นมารผู้มีบาปได้เข้าไปหาเรา ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้าง
หนึ่ง มารผู้มีบาปได้กล่าวกะเราว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
พระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพาน ขอพระสุคตจงปรินิพพาน
ในบัดนี้เถิดบัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า”
เมื่อมารกล่าวอย่างนี้แล้วเราได้กล่าวกะมารผู้มีบาปนั้นว่า
“มารผู้มีบาป ภิกษุผู้เป็นสาวกของเรา จักเป็นผู้ฉลาด ได้
รับแนะน้า แกล้วกล้า พหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควร
แก่ธรรม เป็นผู้ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เรียนกับ
อาจารย์ของตนแล้วจักบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย
จำแนก กระทำให้ตื้นได้แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขู่ปรับ
วาทะที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมยังไม่ได้เพียงใด เรา
จักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ภิกษุณีผู้เป็นสาริกาของเรา......
อุบาสกผู้เป็นสาวกของเรา....... อุบาสิกาผู้เป็นสาวิกาของ
เรา....... จักยังไม่ฉลาด....... เพียงใดเราจักยังไม่ปรินิพพาน
เพียงนั้น
ปรินิพพานเพียงนั้น”
มารผู้มีบาป พรหมจรรย์นี้ของเรา จักยังไม่บริบูรณ์
กว้างขวางแพร่หลายรู้กันโดยมากเป็นปึกแผ่นตราบเท่าที่
พวกเทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดีแล้วเพียงใด เราจักยังไม่
เรียกได้ว่าเมื่อมารหาทางห้ามพระพุทธองค์ให้ตรัสรู้ไม่ได้
พ่ายแพ้เรื่องนี้แล้วก็หาเรื่องว่าในเมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้แล้ว
ก็ให้รีบปรินิพพานไปเสียเถอะจะได้ไม่ต้องสั่งสอนโลก ซึ่งพระ
พุทธองค์ก็ไม่ทรงยินยอมกระทำตาม
แต่ถึงแม้พระพุทธองค์จะได้ตั้งปณิธานที่จะไม่ปรินิพพาน
หากพระศาสนาที่พระองค์เผยแผ่ “จักยังไม่บริบูรณ์กว้างขวาง
แพร่หลายรู้กันโดยมาก” ก็เมื่อขณะที่พระพุทธศาสนายังแผ่
ขยายได้ไม่เต็มประเทศอินเดีย ไม่ต้องกล่าวถึงทั่วโลก พระ
องค์กลับต้องยอมปลงอายุสังขารและปรินิพพานในที่สุด
มาศึกษากันต่อว่ามารได้มากระทำสิ่งใดกับพระพุทธเจ้าอีก
ก็ขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังคงประทับอยู่ ณ ต้นอช
ปาลนิโครธต้นเต็ม ในสังยุตตนิกาย มารสังยุต ตโปกรรมสูตร
กล่าวไว้ดังนี้
“สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ที่
ต้นไม้อชปาลนิโครธ ใกล้ส่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ ตำบลอุรุเวลา
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงประทับพักผ่อนอยู่ในที่ดับ
ได้เกิดความปริวิตกแห่งพระทัยอย่างนี้ว่า
“โอ เราเป็นผู้พันจากทุกกรกิริยาแล้ว โอ สาธุ เราเป็น
ผู้พ้นแล้วจากทุกกรกิริยาอันไม่ประกอบด้วยประโยชน์นั้น โอ
สาธุ เราเป็นสัตว์ที่บรรลุโพธิญาณแล้ว ฯ”
ตุลาคม ๒๕๔๐
๓๕
กัสยาณมิตร