ตามรอยหลวงพ่อวัดปากน้ำ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2540 ฉบับที่ 10 หน้า 37
หน้าที่ 37 / 132

สรุปเนื้อหา

ตามรอยหลวงพ่อวัดปากน้ำ แต่ไม่อาจให้พระโพธิสัตว์หนีไปด้วยฤทธิ์มาร ๙ ประการ คือ ลม ฝน ก้อนหิน เครื่องประหาร ถ่านไฟ ไฟนรก ทราย โคลน ความมืด มารมีใจขึ้งโกรธบังคับหมู่มารว่า “พนาย พวกเจ้าหยุดอยู่ไย จงท่าสิทธัตถะให้ไม่เป็นสิท ธัตถะ จงจับ จงฆ่า จงตัด จงมัด จงอย่าปล่อย จงให้หนีไป” ส่วนมารเองนั้นนั่งเหนือคอคชสารชื่อคิรีเมขละ ใช้กร ข้างหนึ่งกวัดแกว่งศรเช้าไปหาพระโพธิสัตว์กล่าวว่า “พานสิทธัตถะ จงลุกขึ้นจากบัลลังก์” ทั้งหมู่มารก็ได้ทำความบีบคั้นร้ายแรงยิ่งแก่พระมหาสัตว์ ครั้งนั้น พระมหาบุรุษตรัสคำเป็นต้นว่า “ดูก่อนมาร ท่านบำเพ็ญบารมีเพื่อบัลลังก์มาแต่ครั้งไร” แล้วทรงน้อมพระหัตถ์ขวาสู่แผ่นปฐพี ขณะนั้นนั่นเอง ลมและน้ำที่รองแผ่นปฐพี ซึ่งหนาหนึ่งล้านหนึ่งหมื่นสี่พัน โยชน์ก็ไหวก่อน ต่อจากนั้น มหาปฐพีนี้ ซึ่ง

หัวข้อประเด็น

- ตามรอยหลวงพ่อวัดปากน้ำ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ตามรอยหลวงพ่อวัดปากน้ำ แต่ไม่อาจให้พระโพธิสัตว์หนีไปด้วยฤทธิ์มาร ๙ ประการ คือ ลม ฝน ก้อนหิน เครื่องประหาร ถ่านไฟ ไฟนรก ทราย โคลน ความมืด มารมีใจขึ้งโกรธบังคับหมู่มารว่า “พนาย พวกเจ้าหยุดอยู่ไย จงท่าสิทธัตถะให้ไม่เป็นสิท ธัตถะ จงจับ จงฆ่า จงตัด จงมัด จงอย่าปล่อย จงให้หนีไป” ส่วนมารเองนั้นนั่งเหนือคอคชสารชื่อคิรีเมขละ ใช้กร ข้างหนึ่งกวัดแกว่งศรเช้าไปหาพระโพธิสัตว์กล่าวว่า “พานสิทธัตถะ จงลุกขึ้นจากบัลลังก์” ทั้งหมู่มารก็ได้ทำความบีบคั้นร้ายแรงยิ่งแก่พระมหาสัตว์ ครั้งนั้น พระมหาบุรุษตรัสคำเป็นต้นว่า “ดูก่อนมาร ท่านบำเพ็ญบารมีเพื่อบัลลังก์มาแต่ครั้งไร” แล้วทรงน้อมพระหัตถ์ขวาสู่แผ่นปฐพี ขณะนั้นนั่นเอง ลมและน้ำที่รองแผ่นปฐพี ซึ่งหนาหนึ่งล้านหนึ่งหมื่นสี่พัน โยชน์ก็ไหวก่อน ต่อจากนั้น มหาปฐพีนี้ ซึ่งหนาสองแสนสี่ หมื่นโยชน์ก็ไหว 5 ครั้ง สายฟ้าแลบและอสนีบาตหลายพัน เบื้องบนอากาศก็ผ่าลงมา ลำดับนั้นช้างคิรีเมขละก็คุกเข่า มารที่นั่งบนคอคิรีเมขละ ก็ตกลงมาที่แผ่นดิน แม้พรรคพวก ของมารก็กระจัดกระจายไปในทิศใหญ่ทิศน้อย เหมือนกำ แกลบที่กระจายไปฉะนั้น” ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาชนะมารได้ครั้งนั้น และ ได้ตรัสรู้แล้ว มารก็หาได้หมดไปไม่ หลังการตรัสรู้ของพระ องค์ได้ ๕ สัปดาห์ในขณะที่พระองค์ประทับอยู่ในบริเวณต้น ปาลนิโครธ (ต้นไทร) ใกล้กับบริเวณต้นโพธิ์ที่พระพุทธองค์ ได้ตรัสรู้ มารก็ยังตามมารบกวนอีก เรื่องมีกล่าวไว้ใน มหา ปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค ว่า “ดูก่อนอานนท์ สมัยหนึ่ง แรกเราตรัสรู้ พักอยู่ที่ต้นไม้ อชปาลนิโครธ ส่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ ครั้งนั้นมารผู้มีบาปได้เข้าไปหาเรา ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้าง หนึ่ง มารผู้มีบาปได้กล่าวกะเราว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ พระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพาน ขอพระสุคตจงปรินิพพาน ในบัดนี้เถิดบัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า” เมื่อมารกล่าวอย่างนี้แล้วเราได้กล่าวกะมารผู้มีบาปนั้นว่า “มารผู้มีบาป ภิกษุผู้เป็นสาวกของเรา จักเป็นผู้ฉลาด ได้ รับแนะน้า แกล้วกล้า พหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควร แก่ธรรม เป็นผู้ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เรียนกับ อาจารย์ของตนแล้วจักบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้นได้แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขู่ปรับ วาทะที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมยังไม่ได้เพียงใด เรา จักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ภิกษุณีผู้เป็นสาริกาของเรา...... อุบาสกผู้เป็นสาวกของเรา....... อุบาสิกาผู้เป็นสาวิกาของ เรา....... จักยังไม่ฉลาด....... เพียงใดเราจักยังไม่ปรินิพพาน เพียงนั้น ปรินิพพานเพียงนั้น” มารผู้มีบาป พรหมจรรย์นี้ของเรา จักยังไม่บริบูรณ์ กว้างขวางแพร่หลายรู้กันโดยมากเป็นปึกแผ่นตราบเท่าที่ พวกเทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดีแล้วเพียงใด เราจักยังไม่ เรียกได้ว่าเมื่อมารหาทางห้ามพระพุทธองค์ให้ตรัสรู้ไม่ได้ พ่ายแพ้เรื่องนี้แล้วก็หาเรื่องว่าในเมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้แล้ว ก็ให้รีบปรินิพพานไปเสียเถอะจะได้ไม่ต้องสั่งสอนโลก ซึ่งพระ พุทธองค์ก็ไม่ทรงยินยอมกระทำตาม แต่ถึงแม้พระพุทธองค์จะได้ตั้งปณิธานที่จะไม่ปรินิพพาน หากพระศาสนาที่พระองค์เผยแผ่ “จักยังไม่บริบูรณ์กว้างขวาง แพร่หลายรู้กันโดยมาก” ก็เมื่อขณะที่พระพุทธศาสนายังแผ่ ขยายได้ไม่เต็มประเทศอินเดีย ไม่ต้องกล่าวถึงทั่วโลก พระ องค์กลับต้องยอมปลงอายุสังขารและปรินิพพานในที่สุด มาศึกษากันต่อว่ามารได้มากระทำสิ่งใดกับพระพุทธเจ้าอีก ก็ขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังคงประทับอยู่ ณ ต้นอช ปาลนิโครธต้นเต็ม ในสังยุตตนิกาย มารสังยุต ตโปกรรมสูตร กล่าวไว้ดังนี้ “สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ที่ ต้นไม้อชปาลนิโครธ ใกล้ส่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ ตำบลอุรุเวลา ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงประทับพักผ่อนอยู่ในที่ดับ ได้เกิดความปริวิตกแห่งพระทัยอย่างนี้ว่า “โอ เราเป็นผู้พันจากทุกกรกิริยาแล้ว โอ สาธุ เราเป็น ผู้พ้นแล้วจากทุกกรกิริยาอันไม่ประกอบด้วยประโยชน์นั้น โอ สาธุ เราเป็นสัตว์ที่บรรลุโพธิญาณแล้ว ฯ” ตุลาคม ๒๕๔๐ ๓๕ กัสยาณมิตร
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More