ข้อความต้นฉบับในหน้า
หลักเกณฑ์ ๓ ประการนี้ถือเป็นหลักในการตัดสินใจให้ถือวิสาสะได้ ไม่จัดเป็นการลักขโมยหรือผิดศีล
แต่อย่างใด แค่มีข้อสังเกตอยู่ว่า ในหลักเกณฑ์ทั้ง 3 ประการนั้น แต่ละข้อมีอยู่ ๓ ประเด็น ถ้าขาดไป
ประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ถือว่าไม่ครบองค์ประกอบอาจจะเป็นเหตุเข้าข่ายลักทรัพย์หรือผิดศีลได้เหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น บุคคลผู้หนึ่ง เป็นเพื่อนรู้จักกันอย่างดี ยังมีชีวิตอยู่ด้วย เมื่อเราหยิบเอาสิ่งของของ
เขาไป แล้วมาบอกทีหลัง เขาเกิดไม่พอใจขึ้นทันที กรณีนี้ถือว่าไม่ครบองค์ประกอบ เราต้องไปนามาคืน
ให้เขาโดยด่วนมิฉะนั้นจะทำให้เข้าข่ายลักทรัพย์และผิดศีลได้
อีกประเภทหนึ่ง เป็นเพื่อนรู้จักกันดี มีชีวิตอยู่ และเมื่อเราถือวิสาสะหยิบไปใช้แล้วมาบอกทีหลัง
เขาก็ยินดีให้ไปเลยไม่เอาคืน แต่พอผ่านไปได้ไม่กี่วัน เกิดเหตุ ให้เขาขัดใจในเรื่องใด เรื่องหนึ่งโกรธขึ้นมา
จะมาเอาของคืน หรือยู่บังคับให้เราเอาไปคืน กรณีเช่นนี้ เขาเป็นฝ่ายผิด เราไม่คืนให้เขา ก็ไม่ถือว่าผิดศีล
หรือฉ้อโกงแต่อย่างใด เพราะว่าสิ่งของนั้นเขาเจตนาสละให้เราขาดจากใจตั้งแต่ตอนแรกแล้ว ถือว่าครบ
องค์ประกอบ เพียงแต่เขาโกรธพาลหาเรื่องเอาคืนเท่านั้น ถ้าเราเห็นว่าไม่อยากให้เรื่องบานปลายใหญ่โต
เป็นเหตุบาดหมางกัน หรือเห็นว่าจะเป็นอันตราย เป็นเหตุให้เขาพาล” ร้ายเอา ก็ควรให้คืนเขาไปเสีย
เพื่อให้เรื่องราวจบสิ้นลง ก็ย่อมทำได้
อีกประเภทหนึ่ง เมื่อเราถือวิสาสะ หยิบเอาของของเขาไปแล้ว มาบอกเขาทีหลังว่า ผม (ฉัน)
เอาของสิ่งนั้นๆ ไป และใช้งานไปเรียบร้อยแล้ว (ขา รุด) เขาบอกว่าไม่เป็นไร ท่านช่วยทำ ความสะอาด/
ซ่อมแซมให้เหมือนเดิมด้วย เพราะจะต้องใช้งาน กรณีเช่นนี้ เราจะต้องนำ มาคืนให้เขา และจะต้องใช้งาน
กรณีเช่นนี้ เราจะต้องน่า มาคืนให้เขา และจะต้องทำ ความสะอาดดูแลของเขาให้ดี ยิ่งถ้าที่ รุดจะต้อง
ซ่อมแซมให้เหมือนเดิมทุกอย่าง แล้วค่อยคืนเจ้าของ
สำหรับสิ่งของที่เราถือวิสาสะ ตั้งใจะหยิบยืมไปใช้ชั่วคราวแล้วรีบน่ามาคืนให้ ก็ถือวิสาสะได้เลย
แต่ต้องมีสัจจะคืนให้เขาจริง ๆ และรวดเร็ว ไม่ใช่หยิบยืมไปเสียจนลืมค้นให้ และที่สำคัญก็ควรจะรีบ
บอกเจ้าของให้ทราบภายหลังด้วยก็แล้วกัน ไม่ใช่หยิบไปใช้แบบหายเงียบโดยไม่บอกกล่าว อย่างนี้ก็ถือว่
เข้าข่ายลักขโมย ได้ทีเดียว ถ้าเจ้าของไม่ยินยอมขึ้นมา
สิ่งของที่ควรถือวิสาสะได้นั้น มีอยู่ ๒ ประเภท
๑.
ของส่วนบุคคล
á
๒. ของส่วนรวมที่หลายคนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ (๒-๕ คน)
ประเภทที่ ๑ และ ๒ นี้ เป็นสิ่งของที่เราถือวิสาสะได้ แต่ต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ ของพระอรรถ
กถาจารย์ ๓ ประการที่กล่าวไว้ข้างต้น ถ้าเจ้าของยินดียกให้เลยก็ถือเอาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวได้ หากเขา
ไม่ยินยอมยกให้ก็ต้องน่ามาคืน
สำหรับสิ่งของที่ไม่ควรถือวิสาสะนั้นคือของสงฆ์ หรือของสาธารณะส่วนรวมเป็นสิ่งของที่เราไม่
ควรถือวิสาสะเอาไปเฉย ๆ แม้มาบอกทีหลังก็ไม่ควรเด็ดขาดเพราะว่าการเอาของสงฆ์ ไปโดยไม่ได้รับ
อนุญาตนั้น นอกจากเป็นความผิดแล้วยังเป็นบาปกรรมแก่ผู้เอาไปล้ามีความ เป็นต้องใช้ก็ให้ขออนุญาตสงฆ์
และให้สงฆ์อนุญาตให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยน่าไปใช้ จึงจะไม่มีความผิดและไม่เป็นบาป
สิ่งของ
สาธารณะก็เช่นกัน ควรบอกกล่าวแก่ผู้ดูแลรับผิดชอบให้เรียบร้อยก่อนหรือทำ หนังสือชี้แจงขอใช้เสียก่อน
จีงจะจัดว่าถูกต้อง
©.
"รากวินัยปิฎก มหาวรรค ฉบับสยามร (บาลี) เล่ม 4 หน้า ๒๑๖ ชัธ๕๕๙
๒. จากวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปฐมภาค แ^ยรรถกถา ฉบับมหามกุฎราจวิทยาภัย (ภาษาไทย) เล่ม ๒ หน้า ๒๐๐-๒๒๒
ตุลาคม ๒๕๔๐
^09) กัลยาณมิตร