ข้อความต้นฉบับในหน้า
พระสูตรของพระไตรปิฎก และบางสุภาษิตไม่ได้มาจาก
เรื่องราวในพระพุทธศาสนา แต่มาจากการจับข้อคิดจาก
สิ่งใกล้ๆ ตัวในวิถีชีวิตประจำวันของบรรพชน
กงจักรมาพัดผ่าหัวตัวเอง ประจวบกับถึงคราวที่สัตว์
นรกหมดกรรมพอดี มิตตวินทุจึงต้องรับทุกขเวทนา เพราะ
“เห็นกงจักรเป็นดอกบัว” นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา"
จากชาดกนี้เองจึงเกิดสุภาษิตขึ้น หากเห็นใครทำ
อะไรที่เห็นสิ่งไม่ดีว่าเป็นสิ่งดี ก็จะพูดกันว่า “เห็นกงจักร
เป็นดอกบัว”
“อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” เป็นตัวอย่างของสุภาษิต
ไทยที่มีที่มาจากสิ่งใกล้ๆ ตัว ในวิถีชีวิตประจำวัน มี
ความหมายว่า ละทิ้งสิ่งที่ไม่ดี เพื่อเอาสิ่งที่ดีกว่า หรือ
อดใจรอผลข้างหน้าซึ่งจะได้ดีกว่า
ตัวอย่างของพุทธภาษิตที่เห็นได้เด่นชัดจากใน
ชีวิตประจำวันก็คือ คำว่า “นานาจิตต์” ซึ่งเนื้อแท้ของคำ
นั้นคือภาษาบาลีแต่ทุกวันนี้ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของสำนวน
ภาษาไทยเป็นที่เรียบร้อยมานานแล้ว ซึ่ง “ขุนวิจิตร
มาตรา” ท่านได้ให้ความหมายของ “นานาจิตต์” ไว้ใน
หนังสือ “สำนวนไทย” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ หน้า ๔๔๖
บรรทัดที่ ๒ คำแรกของหมวด น (ส.
พลายน้อย เป็นผู้รวบรวม) เอาไว้ว่า “นานา ตัวอย่างของพุทธ
จิตต์” เป็นสำนวน หมายความว่า จิตใจต่าง
กัน ต่างคนก็มีความคิดเห็นไปคนละทาง มี
รสนิยมหรือความนิยมชมชอบ หรือความ
พอใจไม่เหมือนกัน คำ “นานา” เป็นภาษา
มคธและสันสกฤตแปลว่า ต่างๆ”
ภาษิตที่เห็นได้เด่น
๒
สุภาษิตนี้ เกิดขึ้นจากการสังเกต
ธรรมชาติของผลไม้บางชนิดที่กินได้ทั้ง
ระยะ คือ กินในระยะที่มีรสเปรี้ยวซึ่งเกิด
4 ขึ้นก่อน และกินในระยะหลังซึ่งมีรสหวาน
ประจำวันก็คือ คำว่า ยกตัวอย่างเช่น มะม่วง ซึ่งถ้าจะกินมะม่วง
“นานาจิตต์” ซึ่ง ในระยะเปรี้ยวก็จะไม่ได้ลิ้มรสหวาน แต่ถ้า
ชัด จากในชีวิต
อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นของสุภาษิตที่ เนื้อแท้ของคำนั้นคือ จะกินระยะหวาน ก็ต้องอดใจรอไม่กินใน
ไม่ใช่พุทธพจน์ แต่มีที่มาจากเรื่องราวใน
พระสูตรของพระไตรปิฎก เช่นคำว่า “เห็น
กงจักรเป็นดอกบัว” ซึ่งหมายถึง การเห็นผิด
ระยะเปรี้ยว
ภาษาบาลี แต่ทุก-
“อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” จึงเป็นสุภาษิต
ที่หมายความว่า “อดใจรอผลข้างหน้าซึ่งดี
วันนี้ได้มาเป็นส่วน
เป็นชอบ เห็นสิ่งไม่ดีว่าเป็นสิ่งดี ที่มาของ หนึ่งของสำนวน กว่า และรวมไปถึงการละทิ้งความชั่วทั้งหมด
สำนวนนี้มาจาก เอกนิบาตชาดก เรื่อง มิต ภาษาไทยเป็นที่ เพื่อมุ่งจะเอาความดีให้กับตัวเอง”
ตวินทชาดก มีเรื่องย่อว่า
“ในพระชาติหนึ่งที่พระสัมมา
เรียบร้อยมานาน
สัมพุทธเจ้ายังทรงบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์อยู่
พระองค์ได้เกิดเป็นเทวดา มีโอกาสไปท่องเที่ยวในเมือง
นรก และได้พบมิตตวินทุ ซึ่งในอดีตชาติเคยก่อกรรม
ทำร้ายมารดา จนเป็นเหตุให้ตกนรก ต้องทนทุกข์
เวทนาด้วยกงจักรที่ครอบอยู่บนหัวกงจักรจะพัดผ่าหัว
จนเลือดไหลโชมไปทั่วอยู่ตลอดเวลา
กงจักรที่พัดอยู่บนหัวมิตตวินทุนั้น แต่เดิมเป็น
ของสัตว์นรกคนหนึ่ง ซึ่งในวันแรกที่มิตตวินทุมาถึง
เมืองนรกนั้น เขาเห็นกงจักรที่พัดบนหัวของสัตว์นรก
เป็นดอกบัวที่สวยงาม เกิดความอยากได้ขึ้นมา จึงขอ
เขียนเสือให้วัวกลัว
กัลยาณมิตร ๕๘ กรกฎาคม ๒๕๕๒