ข้อความต้นฉบับในหน้า
คนที่มาเกี่ยวข้องกับเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งนั้น ควรจะคิดให้ได้อย่างนี้ ควรจะขอบคุณเขาเสียด้วยซ้ำไป
มีอยู่ ๒ ประเภท คือคนที่ชอบเรากับคนที่ชังเรา
คนที่ชอบเรา มีสาเหตุอยู่ ๓ อย่างคือ รักและปรารถนา
ดีต่อเรา ๑ เราให้ผลประโยชน์ตามที่เขาต้องการได้
เราไม่ไปขัดขวางผลประโยชน์ของเขา ๑ คน
คนที่ชังเราก็
มีสาเหตุ ๓ อย่างเช่นกัน คือ มีเวรต่อกันมา ๑ เราให้
ผลประโยชน์ตามที่เขาต้องการไม่ได้ ๑ เราไปขัดขวาง
ผลประโยชน์ของเขา ๑ แต่ทุกคนก็ดูเหมือนว่า จะมี
ทั้งคนที่ชอบและคนที่ชังด้วยกันทั้งนั้น
ทั้งคนที่ชอบและคนที ด้วยกันทั้งนั้น ดังคำโบราณว่า “คน
รักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ” นั่นแหละ เมื่อเป็นดังนี้
จะพูดว่าคนเราหาความจริงใจต่อกันยาก คบหากัน
เกี่ยวข้องกันเพราะผลประโยชน์เป็นประมาณก็ไม่ผิดนัก
ดังนั้น ผู้ใดมีคนที่มีความจริงใจมีเมตตาธรรมมาชอบมา
สนิทสนมด้วย ก็ให้ถือว่าเป็นบุญตัวแท้แล้ว รักษาน้ำใจ
กันไว้ให้ดีเถิด ไม่ผิดหวังแน่นอน
มีคนประเภทหนึ่ง เป็นผู้มีความรักความ
แต่ก็มีคนไม่น้อยที่ไม่พอใจที่คนอื่นมาเตือนมาสอนหรือ
ดุด่าว่ากล่าวตน คนอย่างนี้ก็มักจะถูกทอดทิ้ง ไม่มี
โอกาสได้รู้ได้เห็นสิ่งดีๆ ในชีวิต ชีวิตจึงมีแต่ความ
ผิดพลาดร่ำไป
คนที่เขาว่ากล่าวตักเตือนเรา หรือชี้ให้เร
เห็นความผิดพลาด หรือข้อบกพร่องของเราเอง ซึ่งทำ
ด้วยความหวังที่ปรารถนาดีเป็นที่ตั้ง พระท่านให้มองคน
เช่นนั้นว่า เป็นคนที่บอกขุมทรัพย์ให้แก่เรา เพราะค่า
เตือนสติหรือคำแนะนำของเขานั้น มีค่าเทียบได้กับเงิน
ทองหรือยิ่งกว่านั้น บางทีข้อบกพร่องผิดพลาดของตัวเอง
เราก็มองไม่เห็นและคิดไม่ถึง จึงต้องอาศัยคนอื่นช่วย
บอกให้
เมื่อมีคนอื่นมาเป็นกระจกให้มองเห็นตัวเองได้
ชัดเจน ก็นับว่าโชคดีไม่น้อยแล้ว ไฉนจึงไปโกรธกระจก
และคิดจะหนีกระจกเสียเล่า โกรธกระจกหรือหนีกระจก
ปรารถนาดีต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ ต้องการให้ผู้อื่นอยู่ ไปพ้นแล้ว ความผิดพลาดและความบกพร่องของตัวจะ
เย็นเป็นสุข พ้นจากการอยู่ร้อนนอนทุกข์ คนประเภทนี้
มีทั้งเกี่ยวข้องกันโดยตรง เช่นเป็นพ่อแม่ เป็นครูอาจารย์
เป็นญาติผู้ใหญ่ และที่ไม่เกี่ยวกันโดยตรง เช่นพระสงฆ์
ผู้ใหญ่ ผู้ปกครอง เป็นต้น คนเหล่านี้มีนิสัยเหมือนกัน
อยู่อย่างหนึ่งคือ ชอบสอน ชอบแนะนำ ชอบเตือน ชอบ
ห้ามปรามคนอื่นๆ ว่าควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ควรทำ
อย่างนั้นอย่างนี้ หรือทำอย่างนี้ไม่ดี อย่าทำต่อไป อะไร
ทำนองนี้ บางครั้งรุนแรงถึงกับดุด่าพร้อมกันไปกับการ
แนะนำ
ถ้าผู้นั้นเป็นคนมีปัญญา เป็นคนดีมีศีลมีธรรม
มาว่ากล่าวตักเตือนเรา ก็พึ่งรู้เถิดว่าผู้นั้นเป็นคนที่รัก
และหวังดีต่อเราจริงๆ หากไม่รักไม่หวังดีต่อเรา หรือว่า
เกลียดชังเรา เขาจะมาเสียเวลาเตือนเราสอนเราทำไม
หมดไปได้หรือ
คนที่เขาว่ากล่าวตักเตือนเรา หรือชี้ให้เรามองเห็นความผิดพลาด หรือข้อบกพร่องของเราเอง
ซึ่งทำด้วยความหวังดีปรารถนาดีเป็นที่ตั้ง พระท่านให้มองคนเช่นนั้นว่า เป็นคนที่บอกขุมทรัพย์
ให้แก่เราเพราะคำเตือนสติหรือคำแนะนำของเขานั้น มีค่าเทียบได้กับเงินทอง
กัลยาณมิตร ๙๓ กรกฎาคม ๒๕๔๐