บ้านนางสุชาดา วารสารกัลยาณมิตร ปี 2544 ฉบับที่ 9 หน้า 27
หน้าที่ 27 / 116

สรุปเนื้อหา

มุมมองจากเนินสูงบ้านนางสุชาดา สักครู่บอกว่า “ใช่ แต่ผมว่าเขาไม่น่าเอาตั้งไว้ในสถานที่นี้ เลย" เห็นด้วยกับอาจารย์อย่างยิ่ง ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวข้อง กันเลย ขัดดาเหลือเกิน คณะของเราเดินเที่ยวชมบริเวณโดยรอบจนกระทั่ง ใกล้เวลาอาหารกลางวัน เวลาที่นัดแนะกันว่าต้องกลับแล้ว ก่อนกลับสิ่งที่ลืมไม่ได้คือต้องถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน ที่ซิม ประตูทางเช้า มองจากมุมนี้จะเห็นพระมหาวิหารโดดเด่น สง่างามมาก เนื่องจากเป็นมุมกล้องที่สวยที่สุด ทำให้ ชาวพุทธหลายชาติหลายภาษามาออกันแน่นเพื่อมาถ่ายรูป เป็นที่ระลึก รอกันจนแก้มแดงไปตามๆ กัน เพราะแดด ใกล้เที่ยงร้อนแรงน้อยอยู่เมื่อไร คณะของเรากลับไปรับประทานอาหารกลางวันที่ วัดไทยพุทธคยา อาหารไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยฝีมือ แม่ชีไทยที่พักอยู่ที่วัดแห่งนี้ เมนูเด็ด คือ น้ำพริกกะปิ รับป

หัวข้อประเด็น

- บ้านนางสุชาดา

ข้อความต้นฉบับในหน้า

มุมมองจากเนินสูงบ้านนางสุชาดา สักครู่บอกว่า “ใช่ แต่ผมว่าเขาไม่น่าเอาตั้งไว้ในสถานที่นี้ เลย" เห็นด้วยกับอาจารย์อย่างยิ่ง ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวข้อง กันเลย ขัดดาเหลือเกิน คณะของเราเดินเที่ยวชมบริเวณโดยรอบจนกระทั่ง ใกล้เวลาอาหารกลางวัน เวลาที่นัดแนะกันว่าต้องกลับแล้ว ก่อนกลับสิ่งที่ลืมไม่ได้คือต้องถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน ที่ซิม ประตูทางเช้า มองจากมุมนี้จะเห็นพระมหาวิหารโดดเด่น สง่างามมาก เนื่องจากเป็นมุมกล้องที่สวยที่สุด ทำให้ ชาวพุทธหลายชาติหลายภาษามาออกันแน่นเพื่อมาถ่ายรูป เป็นที่ระลึก รอกันจนแก้มแดงไปตามๆ กัน เพราะแดด ใกล้เที่ยงร้อนแรงน้อยอยู่เมื่อไร คณะของเรากลับไปรับประทานอาหารกลางวันที่ วัดไทยพุทธคยา อาหารไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยฝีมือ แม่ชีไทยที่พักอยู่ที่วัดแห่งนี้ เมนูเด็ด คือ น้ำพริกกะปิ รับประทานกับผักสด ทุกคนเอร็ดอร่อย มีความสุขกับ อาหารมื้อนี้กันมาก สำหรับผู้เขียนแล้วอร่อยทุกอย่าง ยกเว้นไม่ยอมรับประทานผักสดแน่นอน เพราะมีบทเรียน มาแล้วและรู้ว่าตัวเองระบบทางเดินอาหารไม่ค่อยแข็งแรง ขาดวิตามินจากผักสดลักวันสองวันคงไม่เป็นไร พรุ่งนี้ก็ จะกลับบ้านเราแล้ว หลังจากอิ่มสบายท้องแล้ว คณะของเรามาพร้อม กันที่พระอุโบสถ ร่วมกันทอดผ้าป่าถวายปัจจัยบำรุงวัด และเพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับพระภิกษุด้วย อิ่มท้องแล้ว ก็อิ่มบุญ อิ่มใจกันถ้วนหน้า โปรแกรมถัดไป คือ ไปชมบ้านนางสุชาดา จากวัด ไทยพุทธคยาไปไม่นานนักก็ถึง เป็นหมู่บ้านชาวฮินดู บรรยากาศทั่วไปคล้ายชนบทบ้านเรา มีกลิ่นดินกลินหญ้า และมูลวัว บ้านของพวกเขาสร้างแบบง่ายๆ ฝาบ้านฉาบ ด้วยมูลวัว บางบ้านบนหลังคาใช้เป็นที่ตากมูลวัวผสมกับ เนินดินแห่งนี้สันนิษฐานว่าคือที่ตั้งบ้านนางสุชาดา เสาอโศก เพื่อระลึกถึงที่พราหมณ์โสตถิยะ ถวายหญ้าปูพระแท่นก่อนตรัสรู้ หญ้าปั้นเป็นลูกกลมๆ แบนๆ ตากแห้งดีแล้วก็เก็บไว้เป็น เชื้อเพลิงได้ เมื่อคณะของเราไปถึง มีลูกเล็กเด็กแดงมาคอยรอ รับกันมากมาย ภาพที่เห็นคือ พี่อุ้มน้อง แม่อุ้มลูก เด็กเล็ก บางคนที่พอเดินได้เอง ก็วิ่งตามคณะของเราอย่างไม่ลดละ ที่หนีไม่พ้น คือ พวกเขาจะเช้ามาสะกิดๆ ขอสตางค์บ้าง ขอขนม ขอปากกา เอาทุกอย่างที่เราจะให้ เด็กหลายคนน่าสงสาร เดินไม่ได้ ขายาวลีบ เพราะ เป็นโรคโปลิโอ เวลาเดินเขาจะเอาก้นถัดไป ใช้แขนสอง ช้างยันพื้นไว้แล้วเหวี่ยงตัวไปข้างหน้า เนื้อตัวมอมแมม คลุกฝุ่นตลอดเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นแล้วสะดุดตา คือ เด็กๆ ทุกคนที่นี่ไม่มีแววตาหม่นหมอง ท้อแท้ เศร้าสร้อยเลย แววตาพวกเขาเป็นประกายสดใส มีรอยยิ้มฟ้อนหน้าอยู่ ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กๆ ที่เป็นโรคโปลิโอ พวกเขากัดตัวตามเราไปทุกที่หยอกๆ ที่เป็น บางช่วงต้องเดินบนคันนา เราต้องเพิ่มความ ระมัดระวังเป็นพิเศษ ขืนพลาดหกล้มไป รับรองลงบ่อโคลน แน่ ท้องไร่ท้องนาของเขาไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไรนัก ที่ จะต่างไปก็ตรงที่ชาวนาสวมชุดส่าหรีสีสดอยู่กลางคันนา กันยายน พ.ค. ๒*®® 'ตซี:
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More