ข้อความต้นฉบับในหน้า
AFM
อย่างนั้นแหละ แม้จะเอาดีไม่ค่อยได้ แค่ไม่ถึงกับเสียหาย
นัก ก็ทนบวชไป จนกระทั่งมรณภาพกันในผ้าเหลือง ถึง
แม้ไม่บรรลุธรรม แต่ก็ได้นิสัยที่ดีติดตัวข้ามภพข้ามชาติไป
บางรูปโดนเคี่ยวเข็ญหนักเข้าทนไม่ไหว ก็สึกไป
บางพวกสึกไปแล้ว ไปตั้งหลักพิจารณาใหม่แก้ไขตัวเอง
อยู่ที่บ้านทีละเล็กทีละน้อย พอสติปัญญาแก่กล้าขึ้นย้อน
กลับมาบวชอีกก็มีอีก
คราวนี้ในบรรดาผู้ที่ตั้งใจดี ปรารถนาดี และ
สติปัญญาพอมี ไม่ถึงกับใบบ้าปัญญาอ่อน คุมสติไม่ได้จริงๆ
อะไรทำนองนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงให้ข้อคิดเอา
ไว้อย่างนี้ว่า
คนในโลกนี้ ไม่ว่าจะเชื้อชาติไหน ชนชาติภาษาใด
เมื่อเอามารวมกันแล้ว สามารถแบ่งเป็น ๓ กลุ่มใหญ่
กลุ่มที่ ๑ ไม่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมา
บังเกิดหรือจะไม่มาบังเกิดในโลกนี้ก็ตาม เขาก็เอาตัวรอด
อยู่แล้ว
พูดง่ายๆ พวกนี้บุญมาก ยกตัวอย่างเช่น พระ
ปัจเจกพุทธเจ้า ท่านเอาตัวรอดได้ ไม่ตกนรก
กลุ่มที่ ๒ ไม่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะบังเกิด
หรือไม่มาบังเกิด ก็เอาตัวไม่รอด
กลุ่มนี้แม้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเหล่า
พระอรหันต์ทั้งหลายมาช่วยกันเทศน์ ๗ วัน ๗ คืน ๗ เดือน
๗ ปี หรือ ๑๐๐ปี ด้วยซ้ำ เขาก็ยังเอาดีไม่ได้ เพราะ
สติปัญญาไม่พอ พวกนี้จนใจจริงๆ สติปัญญาเขาไม่ไหว
เพราะพวกนี้บาปมาก
กลุ่มที่ 01 ถ้าเมื่อไรมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิด
ขึ้น เขาก็เอาตัวรอด แต่ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่บังเกิด
พวกนี้ก็เอาตัวไม่รอด พวกนี้เป้นพวกที่บุญบาปก่ากึ่งกัน
พูดง่ายๆ ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มาบังเกิดใน
โลกนี้ พวกนี้มีโอกาสตกนรก ๙๙.๔๙ ซื้อแต่ถ้าพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้ามาบังเกิดแล้ว เขาได้มาฟังคำสอน เขา
มีโอกาสรอดจากนรก ๗๐-๑๐๐ 70
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเขาจะเป็นชนชาติไหน เชื้อชาติ
อะไร หากจัดอยู่ในกลุ่มที่สาม การบังเกิดของพระสัมมา
สัมพุทธเจ้าทรงประโยชน์แก่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่สามนี้เอง
กัลยาณมิตร
กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ๓๕