ข้อความต้นฉบับในหน้า
นิทานสุภาษิต
- โดย ฐานวุฑโฒ ภิกขุ
776
ม
ศิลปะในการพูด
อยู่คราวหนึ่ง จื่อฉันพูดกับพ่อจื้อว่า
“ผมนับถือคนที่มีพรสวรรค์ในการพูดจริงๆ พวก
เขาพูดจามีสำเนียงชัดเจนไพเราะน่าฟัง ท่วงทีลีลาใน
การพูดเป็นธรรมชาติ จะพูดจะจาอะไรดูมีเหตุมีผลน่า
เชื่อถือ แต่ตัวกระผมเอง เวลาอยู่ต่อหน้าคนมากๆ มัก
จะรู้สึกตื่นเต้น ประหม่า ไม่ค่อยกล้าพูดแสดงความเห็น
จื่อฉันพูดว่า
“ที่ท่านพูดนั้นถูกจริงๆ แต่ทว่าความสามารถในการ
พูดก็เป็นสิ่งมีประโยชน์มาก กระผมควรจะเสริมจุด
อ่อนในด้านนี้ของตัวเองอย่างไรดีครับ”
ม่อจื้อตอบว่า
“ถ้าเธอจะถามให้ได้จริงๆ ละก็ ฉันจะยกตัวอย่าง
แม้จะพยายามฝืนพูดออกไปก็ไม่สามารถสื่อเนื้อหา จริงมาอธิบายให้ฟัง เธอดูพวกกบ แมลงวัน สัตว์เหล่านั้น
ได้เต็มที่ตามที่ตนปรารถนา ขอเรียนถามว่า
กระผมควรจะใช้วิธีการอย่างไร มาฝึกฝนความ
สามารถในการพูดของตนเอง"
ม่อจื้อตอบว่า
“การพูดกลับไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ
ที่สุด คนจำนวนมากที่ประสบ
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในหน้าที่การ
งานกลับไม่แน่ว่าคือคนที่พูดเก่งที่สุด
ฟ้าดินให้กำเนิดสรรพสิ่ง แต่ก็ไม่เคย
พูดอะไรสักคำ พระอาทิตย์พระจันทร์ส่องสว่างแก่โลก
แต่ก็เป็นสิ่งที่สงบเงียบงัน ต้นไม้ไม่พูดจา กลับไม่ทำให้
คุณค่าในตัวของมันลดลงไป ดอกไม้ใบหญ้าไม่พูดจา ก็
ไม่ลดความสวยงามของมันลง คนๆ หนึ่ง แม้จะมีคารม
ฝีปากดี สามารถพูดขาวให้กลายเป็นดำได้ แต่ทว่า
ความจริงก็ยังคงเป็นความจริง ไม่ใช่สามารถใช้คำพูด
มาเปลี่ยนสัจธรรมนั้นได้”
ส่งเสียงตลอดวันไม่ยอมหยุด แต่เสียงของมัน
ก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดกลับสร้างความรำคาญแก่เรา
เป็นคนปากพล่อย”
ตรงกันข้าม ไก่แจ้ปกติไม่ค่อยส่งเสียง
แต่ในยามฟ้าสาง รุ่งอรุณก็ส่งเสียง
ขันไม่กี่ครั้ง ผู้คนทั้งหลายพอได้ยิน
เสียงไก่ขัน ก็รีบลุกขึ้นทำงาน
จ๋อฉิน พูดว่า
“กระผมเข้าใจแล้วครับ เวลาควร
พูดค่อยพูด เวลาที่ไม่ควรพูดอย่า
ท่านสาธุชนทั้งหลาย “คนฉลาดไม่ใช่เป็นแต่พูด
เท่านั้น ต้องนิ่งเป็นด้วย คนที่พูดเป็นนั้น ต้องรู้ในสิ่งที่
ไม่ควรพูดให้ยิ่งกว่าสิ่งที่ควรพูด”
กัลยาณมิตร ๗๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒