อคติและความยุติธรรมในพระพุทธศาสนา วารสารกัลยาณมิตร ปี 2543 ฉบับที่ 7 หน้า 68
หน้าที่ 68 / 108

สรุปเนื้อหา

ปัจจุบันนี้ก็ยังมีความรู้สึก มีความเห็นด้วยกับ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ คือ รัก ชั่ง ท่านอยู่ ไม่รู้ว่าคุณสมบัติที่ว่านั้นจะเป็นเพียงผู้พิพากษาใน กลัว โง่ ๔ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งพูดง่ายทำยาก อุดมคติเท่านั้นหรือเปล่าไม่รู้ แต่ว่าถ้าได้อย่างนั้น ก็ดี เหมือนอย่างประชาชนมองพระก็มองแบบว่าอยากให้ท่าน เรียบร้อยสมบูรณ์ทุกอย่าง ได้อย่างพระอรหันต์ ก็ดี ทำนองนั้น ในพระพุทธศาสนาของเรา มีพระสูตรหนึ่งที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ แม้ไม่ได้ตรัสกับ ผู้พิพากษาโดยเฉพาะ แต่ว่าได้ตรัสกับผู้นำชุมชนในสมัยโน้น พระองค์ก็ทรงแนะนำให้ว่าในการปกครองหมู่คณะท่านสั่ง เอาไว้เลย อย่าให้มี “อคติ” อ แปลว่า ไม่ คติ แปลว่า ที่ไป อคติ คือ สิ่งที่ใจไม่ควรไปคิด แล้วเรามักจะมา แปลกันในภาคภาษาไทยว่า ไม่ลำเอียง คือ แปลแบบ

หัวข้อประเด็น

- อคติและความยุติธรรมในพระพุทธศาสนา

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ปัจจุบันนี้ก็ยังมีความรู้สึก มีความเห็นด้วยกับ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ คือ รัก ชั่ง ท่านอยู่ ไม่รู้ว่าคุณสมบัติที่ว่านั้นจะเป็นเพียงผู้พิพากษาใน กลัว โง่ ๔ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งพูดง่ายทำยาก อุดมคติเท่านั้นหรือเปล่าไม่รู้ แต่ว่าถ้าได้อย่างนั้น ก็ดี เหมือนอย่างประชาชนมองพระก็มองแบบว่าอยากให้ท่าน เรียบร้อยสมบูรณ์ทุกอย่าง ได้อย่างพระอรหันต์ ก็ดี ทำนองนั้น ในพระพุทธศาสนาของเรา มีพระสูตรหนึ่งที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ แม้ไม่ได้ตรัสกับ ผู้พิพากษาโดยเฉพาะ แต่ว่าได้ตรัสกับผู้นำชุมชนในสมัยโน้น พระองค์ก็ทรงแนะนำให้ว่าในการปกครองหมู่คณะท่านสั่ง เอาไว้เลย อย่าให้มี “อคติ” อ แปลว่า ไม่ คติ แปลว่า ที่ไป อคติ คือ สิ่งที่ใจไม่ควรไปคิด แล้วเรามักจะมา แปลกันในภาคภาษาไทยว่า ไม่ลำเอียง คือ แปลแบบเอาความ ไม่ได้แปลเอาศัพท์ ปู่ย่าตาทวดของเรา ตั้งสมมุติฐานเอาว่า ใจคน เราเหมือนอย่างกับเรือ เรือนั้นถ้าหนักไปทางด้านไหนแล้ว มันจะเอียง เรือถ้าเอียง เดี๋ยวมันก็ล่ม ถ้าไม่ล่ม อย่างน้อย น้ำก็เริ่มเข้า เริ่มจะเสียศูนย์กันเสียแล้ว เอียงซ้ายก็ไม่ดี เอียงขวาก็ไม่ดี เดี๋ยวมันจะล่ม หนักหัวหนักท้ายไม่ดีทั้งนั้น เดี๋ยวมันจม ท่านเอาใจไปเปรียบกับลำเรือ เอาความไม่ เที่ยงธรรมมาสื่อ ถือว่าเป็นความเอียงเหมือนอย่างกับเรือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า อย่าลำเอียง แล้วก็ชี้ลง ไปด้วยว่าที่เรียกว่า เอียงนั้น เอียงเพราะอะไรบ้าง เอียงเพราะ รัก เอียงเพราะชัง เอียงเพราะกลัว เอียงเพราะโง่ แม้เป็นพระยังยาก หลวงพ่อเอง ในวัดขณะนี้มี พระอยู่สี่ร้อยแปดรูป สามเณรสองร้อยรูป เจ้าหน้าที่ฝ่าย หญิงจำนวนสามร้อยสิบประมาณนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายชาย ประมาณร้อยสามสิบ อยู่ด้วยกันพันกว่าชีวิต ทุกรูปทุกคน ไม่ได้เป็นญาติสายโลหิตอะไรกับหลวงพ่อเลยทั้งสิ้น มาด้วย ความรักความเคารพ เพราะเห็นว่าหลวงพ่อสามารถให้ ความรู้ความดีกับเขาได้ แล้วคิดว่าหลวงพ่อไม่ลำเอียง แต่ จริงๆ ลึกๆ แล้ว ก็พบว่าตัวเราเอง ยังลำเอียงอยู่ มันเป็น อย่างไร ลำเอียงเพราะรัก ค่อนข้างจะยาก ไม่กล้าบอก ว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่ายาก คิดว่าไม่เอียง เพราะชัง ไม่มี เพราะกลัวก็ไม่รู้จะไปกลัวอะไรเขา ผ่านมาได้ ๓ ด่าน มา ติดด่านสุดท้าย บางทีก็ถูกเด็ก เบิกพระเนตรเอาเหมือนกัน บางทีแกก็ไม่ได้หลอก แต่ว่าความเข้าใจสติปัญญาของเรา อยู่ในขอบเขตที่จำกัด เรามีความเห็นว่าอย่างนั้นถูก ครั้นแล้วเราก็ตัดสินใจที่จะทำอะไรไปตามนั้น ครั้นวันคืน ผ่านไปเราพบว่า ความจริงอันนั้นผิด มันน่าจะเป็นอีกอย่าง มากกว่า แล้วก็ไปพบหลักฐานอะไรบางอย่าง จาก ขนบธรรมเนียมประเพณีบ้าง จากพระไตรปิฎกบ้าง รู้เองว่าผิด แต่ที่ผิดหรือเอียงไปนั้น เพราะโง่ ไม่ใช่เพราะรักหรือเพราะชัง หรือเพราะกลัว การที่จะไม่มีอคตินี้ ไม่ง่ายไม่หมูเหมือนคิดนะ อันนี้ฝากกันก่อน แต่ถึงกระนั้นก็ตาม พระสัมมาสัมพุทธ เจ้าได้ทรงให้หลักเอาไว้แล้วการที่จะหายโง่ได้นี้ เบาะ ๆ ๖๖. ficti ปู่ย่าตาทวดของเราตั้งสมมุติฐานเอาว่า ใจคนเราเหมือนอย่างกับเรือ เรือนั้นถ้าหนักไปทางด้านไหนแล้วมันจะเอียง เรือถ้าเอียง เดี๋ยว มันก็ล่ม ถ้าไม่ล่ม อย่างน้อยน้ำก็เริ่มเข้า เริ่มจะเสียศูนย์กันเสีย แล้ว เอียงซ้ายก็ไม่ดี เอียงขวาก็ไม่ดี เดี๋ยวมันจะล่ม หนักหัว หนักท้ายไม่ดีทั้งนั้น เดี๋ยวมันจม
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More