ข้อความต้นฉบับในหน้า
โดยอัดเทปขึ้นหนึ่งม้วนให้กินเวลา ๑ ชั่วโมง
เต็ม ตัดตอนเอาจากเทปต่าง ๆ ของหลวงพ่อ
ธัมมชโย และหลวงพ่อทัตตชีโว ตอนท้ายมีแผ่
เมตตา เปิดเหมือน ๆ กันทุกวันตั้งแต่จันทร์ถึง
ศุกร์ ใครว่างก็มาได้ นั่งสบาย ๆ บนเก้าอี้
สิการ” แปลว่าการทำไว้ในใจโดยแยบคาย
ทำให้หายข้องใจและแน่ใจยิ่งขึ้นว่า การเจริญ
ภาวนากัมมัฏฐานที่หลวงพ่อสอน มันรวมทั้ง
โยนิโสมนสิการและโยนิโสสัมมัปธาน คือ
ความเพียรชอบโดยแยบคาย ๆ ไม่ใช่ของ
เย็น ๆ เพราะคำนึงถึงว่าสิ่งเหล่านี้ต้องซึมเข้า ใหม่ ไม่ใช่นิกายใหม่แต่เป็นสิ่งที่พระพุทธ
ไปทีละเล็กละน้อย ต้องใช้เวลาในการที่จะ
สร้างจิตให้เป็นกุศล ต้องทำเป็นกิจวัตรจนเป็น
reflex
ขอบคุณ คุณสมถวิล บุนนาค ที่ช่วยมา
แนะนำให้กลุ่มเดือนละครั้ง ใหม่ ๆ ก็สวดมนต์
ไม่เป็น สวดไป ๆ ก็จำได้เอง แรก ๆ พยายาม
ท่องจำก็จำยาก เพราะไม่ชอบท่องจำอะไร
แล้วก็คิดทำนิทรรศการธรรมะเป็นโปสเตอร์
ตั้งไว้ให้คนดูทั่วไป พยายามศึกษาตำรับตำรา
เพื่อหาข้อเปรียบเทียบระหว่างการปฏิบัติธรรม
ตามแนววิชชาธรรมกายกับตำราต่าง ๆ ทาง
ปริยัติ ยิ่งอ่านไปศึกษาไปเทียบเคียงกับการ
ปฏิบัติที่ทำอยู่ก็ยิ่งเห็นว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำ
และหลวงพ่อธัมมชโยท่านสอนถูกต้อง ส่วน
ที่สอน ๆ กันอยู่ก็ถูกต้องแต่ก็ยังไม่สมบูรณ์
เหมือนมองศาสนาพุทธเพียงด้านเดียว ด้านที่
เป็นทุกข์ เป็นปฏิจจสมุปบาทเพียงครึ่งเดียว
ด้านทุกข์และสมุทัย แต่ด้านนิโรธและมรรค
อ่านยังไงก็ไม่แจ่มแจ้ง และไม่ทราบว่าจะเข้าถึง
สภาวธรรมนี้ได้อย่างไร เมื่อมาปฏิบัติธรรม
กับหลวงพ่อจึงได้เข้าใจว่า นิโรธและมรรคเป็น
สิ่งที่ต้องลงมือปฏิบัติ คิดอย่างไรก็คิดได้ แต่
บรรลุไม่ได้ด้วยการคิดเท่านั้น
เคยกราบเรียนถามท่านเจ้าคุณพระ
เทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เรื่องโยนิโสมนสิ
เจ้าเคยตรัสไว้แล้ว ดังพุทธพจน์ที่กล่าวว่า
“ภิกษุทั้งหลาย....เราได้เห็นมรรคเก่า
หนทางเก่า ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปาง
ก่อนทั้งหลายเคยเสด็จไปแล้ว ได้แก่มรรค
มีองค์ ๘ ประการ อันประเสริฐนี้เองกล่าว
คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสมาธิ ฯลฯ เราได้ดำเนิน
ตามมรรคนั้น เมื่อเดินตามมรรคนั้นจึงได้รู้ชัด
ซึ่งชรามรณะ รู้ชัดซึ่งสมุทัยแห่งชรามรณะ
รู้ชัดซึ่งนิโรธแห่งชรามรณะ รู้ชัดซึ่งปฏิปทา
อันนำไปสู่นิโรธแห่งชรามรณะ...รู้ชัดซึ่งชาติ
รู้ชัดซึ่งสมุทัยแห่งชาติ รู้ชัดซึ่งนิโรธแห่งชาติ
รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันนำไปสู่นิโรธแห่งชาติ ฯลฯ”
และ
“ดูกรอานนท์ ตราบใดเรายังเข้าบ้าง
ออกบ้าง ซึ่งอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ประการ
นี้ ทั้งโดยอนุโลม และปฏิโลมอย่างนี้ไม่ได้
ตราบนั้นเราก็ยังไม่ปฏิญาณในโลกพร้อมทั้ง
เทพ ทั้งมาร ทั้งพรหม ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้ง
สมณพราหมณ์ ทั้งเทวะและมนุษย์ว่าเรา
ได้ตรัสรู้แล้วซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ต่อ
เมื่อใดแล เราเข้าบ้าง ออกบ้าง ซึ่งอนุปุพพ
วิหารสมาบัติ ๙ ประการเหล่านี้ ทั้งโดย
อนุโลมและปฏิโลมอย่างนี้แล้ว เมื่อนั้นเรา
จึงปฏิญาณในโลก..... ว่าเราได้ตรัสรู้แล้วซึ่ง
อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ก็แลญาณทัศนะ
เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า เจโตวิมุตติของเราเป็น
ทางแห่งปัญญานั้นเป็นระดับจินตมยปัญญาใช่ อกุปปา (ไม่กำเริบ ไม่กลับกลาย) นี้เป็นอันติม
การว่าเป็นขบวนการคิดอย่างมีเหตุผล เป็น
หรือไม่? ท่านกรุณาอธิบายให้ฟังว่าเป็นทาง
แห่งภาวนามยปัญญาด้วยเพราะมีคำว่า “มน
ชาติ บัดนี้ ไม่มีภพใหม่อีก”” (พุทธธรรม
พระเทพเวที หน้า ๓๔๕, ๒๓๕)
ฉะนั้นธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรม
กายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ จึงเป็นสิ่งที่ถูก
ต้องตามพุทธวิธีโดยใช้ฌานสมาบัติเป็นแนว
ทางปฏิบัติ ความเข้าใจของดิฉันแต่ก่อน
ว่าฌานสมาบัติเป็นเพียงการทำสมาธิ ไม่ใช่
หนทางแห่งปัญญา จึงเป็นการเข้าใจผิด
สมาบัติ ๘ เป็นโลกียสมบัติ การเข้ากลางตั้งแต่
ปฐมมรรคถึงกายอรูปพรหม เป็นสมาบัติ ๘
ส่วนการเข้ากลางธรรมกาย เป็นโลกุตรสมาบัติ
ซึ่งมีหลายระดับจนถึงนิโรธสมาบัติ สมาบัติ ๙
จึงเป็นของพระพุทธเจ้าเท่านั้น หลวงพ่อจึง
พูดว่า ธรรมกายเป็นจุดเริ่มต้นของพุทธ
ศาสนา ถูกของท่าน ก่อนพุทธกาลไม่มีสมาบัติ
๔ และสมาบัติ ๔ นี่แหละเป็นอริยมรรค
ฉะนั้นธรรมปฏิบัติของวัดปากน้ำ และ
วัดพระธรรมกาย จึงเป็นการสอนให้เข้าถึง
คุณค่าของพุทธศาสนาโดยสมบูรณ์ เป็นปฏิจจ
สมุปบาท ฝ่ายนิโรธและมรรค เป็นทางแห่ง
การพ้นทุกข์ เข้าถึงความสุขอันเป็นอมตะ
ธรรมกายองค์ที่สุดคือ ธรรมกายอรหัต จึง
เป็นกายที่ประกอบด้วย อสังขตธาตุ
อสังขตธรรม เป็นนิจจัง สุขัง เป็นอัตภาพ
ในนิพพาน เป็นอัตภาพที่พ้นจากภพทั้ง
สาม จึงไม่ใช่ “ภวตัณหา” ซึ่งหมายถึง
อัตภาพในภพทั้งสาม จึงไม่ใช่เป็นการยึด
อัตตา ไม่ใช่สักกายทิฏฐิ ไม่ใช่สัสสต
ทิฏฐิ มันเป็นคนละระดับกัน ถึงเราจะยึดถือ
หรือไม่ยึดถือความเป็นจริงมันก็เป็นอย่างนั้น
ธรรมกายจึงไม่ใช่ภาพที่เกิดจากใจ ไม่ใช่
อัตตาที่สร้างขึ้นเพื่อสนองภวตัณหา แต่เป็น
ปรมัตถสัจจะที่มีอยู่จริงเช่นเดียวกับนิพ
พาน เป็นเรื่องที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยการคิด
แต่ต้องประจักษ์แจ้งด้วยตนเองด้วยการปฏิบัติ
ดังคำกล่าวของพระนารทะว่า
“ข้อที่ว่านิโรธแห่งภพ คือนิพพานนั้น
Kalyanamitra.org
กั ล ย า ณ มิ ต ร
๕๗