ข้อความต้นฉบับในหน้า
ศูนย์วับกลับเป็นพระโสดาบันเป็นอัน
ว่า พระโสดาบันละกิเลสได้ ๓ คือ
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีสัพพตปรา
มาส แล้วกายโสดาบันนี้เดินสมาบัติ
เพ่งอริยสัจสี่เป็นอนุโลม ปฏิโลม
ต่อไปถึงขีดสุด ละกิเลสได้อีก ๒ คือ
กามราคะ พยาบาท ขั้นหยาบ จึง
ราดะ มานะ อุทธัจจะ อวยขา จึง บรรลุพระสัมโพธิญาณตราบใด พระ
เลื่อนขึ้นจากพระอนาคามี เป็นพระ
อรหันต์ จิตของพระองค์บริสุทธิ์
ผุดผ่อง ปราศจากกิเลสทั้งมวล จึง
ได้พระเนมิตกนามว่า อรห์ (จะกล่าว
ละเอียดในตอนลังมคุณ)
องค์จะไม่ยอมลุกจากที่นั้นเป็นอัน
ขาด แล้วพระองค์ก็ทรงนั่งสมาธิรุด
ไปด้วยน้ำพระทัยอันเด็ดเดี่ยว ใน
ที่สุดก็ได้บรรลุพระสัมโพธิญาณ สม
ดังพระประสงค์ ในราตรีกาลแห่ง
วันวิสาขปุรณมีนั้นเอง ยามต้นทรง
บรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ
สกทาคามีเดินสมาบัติเพ่งอริยสัจสี่ องค์บำเพ็ญสมาธิเจริญวิปัสสนาด้วย ความหยั่งรู้ระลึกชาติหนหลังได้
เลื่อนขั้นขึ้นเป็นสกทาคามี กายพระ
เหตุที่ท่า ให้พระองค์เป็นอรห์
นั้น สรุปโดยย่อ ก็ได้แก่การที่พระ
ทำนองเดียวกันนั้นต่อไป ถึงขีด
สุดละกิเลสได้อีก ๒ คือ กามราคะ
พยาบาท ขั้นละเอียด จึงเลื่อนขั้น
เป็นพระอนาคามี แล้วกายพระ
พระมหาปธานวิริยะอันแรงกล้า ณ ยามที่ เอ ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ
โคนไม้พระศรีมหาโพธในวันวิสาข ความหยั่งรู้ถึงความจุติและความเกิด
ปุรณมีนั้นด้วยความเด็ดเดี่ยว ตั้ง ยามที่ ๓ ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ
พระหฤทัยอธิษฐานว่า แม้เนื้อและ
อนาคามีเดินสมาบัติเพ่งอริยสัจสี่ เลือดในพระสรีระของพระองค์จะ
ทำนองเดียวกันนั้นต่อไป ถึงขีดสุด
ละกิเลสใต้อีก ๕ คือรูปราคะ อรูปฯ
เหือดแห้ง เหลือแต่เส้นเอ็น หนัง
และกระดูกก็ตามทีเถิด หากไม่ใต้
ธันวาคม ๒๕๓๘
ร?
กัลยาณมิตร
๓
ความหยั่งรู้ที่กำจัดอาสวะกิเลสที่หมัก
หมมอยู่ในจิตให้หมดสิ้นไป ทรง
รู้เห็นแจ่มแจ้งหมด เห็นจริงๆ เห็น
ด้วยตาของธรรมกาย ไม่ใช่เห็นด้วย