การดับอวิชชาและการตรัสรู้ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2538 ฉบับที่ 12 หน้า 22
หน้าที่ 22 / 130

สรุปเนื้อหา

มาข้างต้น เมื่อยื่นให้ได้ความเข้าใจ ส่งใจเราหวนไประลึกถึงเวลารุ่งอรุณ อันจะเป็นผลในทางปฏิบัติแล้ว ก็มี ตัวสำคัญอันเดียวคือ อวิชชา เป็น มูลรากฝ่ายเกิด หรือที่เรียกว่า สมุทัย และในทางตับ หรือที่เรียกว่า นิโรธ ก็ท่านองเดียวกัน อวิชชา เท่านั้น เป็นตัวการสำคัญ ถ้าดับอวิชชาได้ อย่างเดียว อื่น ๆ ดับเรียบหมด เพราะอวิชชาเหมือนต้นไฟ แต่ล้า ยังตับอวิชชาไม่ได้แล้ว ก็ไม่มีหวัง ว่าอย่างอื่นจะดับได้ ที่หมายสำคัญ แห่งวันเพ็ญวิสาขมาส อันเป็นวันที่ พระบรมโลกนาถ อรหันตสัมมาสัม พุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิ ญาณนั้น เราจะแลเห็นโอภาสรัศมี อันรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าแสงทองนั้นร้อยเท่า พันทวิ ช่วงโชติอยู่ภายใต้โพธิพฤกษ์ อันมหาศาล ใบเขียวชอุ่มรับกับรัศมี อันเหลืองอร่ามอยู่ภายใต้นั้น ในใจ กลางแห่งรัศมีอันช่วงโชติชัชวาลอ

หัวข้อประเด็น

- การดับอวิชชาและการตรัสรู้

ข้อความต้นฉบับในหน้า

เกี่ยวข้องกันเป็นลูกโซ่เช่นนี้ เรียก เงินขึ้นมายังชอบฟ้าเบื้องบูรพา อัน ว่าปัจจยาการ ที่พระองค์ได้รู้แจ้ง เป็นสัญญาณว่าดวงอาทิตย์เตรียม แทงตลอดในวันตรัสรู้นั้นทั้งสิ้น ท่าหน้าที่จะส่องโลกอยู่แล้ว เป็น พิจารณาตามลาดับ ดังที่ยกขึ้นกล่าว เวลาที่อากาศยะเยือกเย็นสดชื่น มาข้างต้น เมื่อยื่นให้ได้ความเข้าใจ ส่งใจเราหวนไประลึกถึงเวลารุ่งอรุณ อันจะเป็นผลในทางปฏิบัติแล้ว ก็มี ตัวสำคัญอันเดียวคือ อวิชชา เป็น มูลรากฝ่ายเกิด หรือที่เรียกว่า สมุทัย และในทางตับ หรือที่เรียกว่า นิโรธ ก็ท่านองเดียวกัน อวิชชา เท่านั้น เป็นตัวการสำคัญ ถ้าดับอวิชชาได้ อย่างเดียว อื่น ๆ ดับเรียบหมด เพราะอวิชชาเหมือนต้นไฟ แต่ล้า ยังตับอวิชชาไม่ได้แล้ว ก็ไม่มีหวัง ว่าอย่างอื่นจะดับได้ ที่หมายสำคัญ แห่งวันเพ็ญวิสาขมาส อันเป็นวันที่ พระบรมโลกนาถ อรหันตสัมมาสัม พุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิ ญาณนั้น เราจะแลเห็นโอภาสรัศมี อันรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าแสงทองนั้นร้อยเท่า พันทวิ ช่วงโชติอยู่ภายใต้โพธิพฤกษ์ อันมหาศาล ใบเขียวชอุ่มรับกับรัศมี อันเหลืองอร่ามอยู่ภายใต้นั้น ในใจ กลางแห่งรัศมีอันช่วงโชติชัชวาลอยู่ นั้น มิใช่อื่นไกล คือองค์สมเด็จพระ ในคำสอนของพระองค์จึงอยู่ที่ว่า ให้ สัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ประทับ ผู้ปฏิบัติเพียรหาทางกำจัดอวิชชาเสีย พริ้มอยู่ด้วยพระอาการชื่นบานพระ จึงจะพ้นจากห้วงลึกคือวัฏฏสงสารได้ หฤทัยที่ได้เสวยวิมุตติสุข อันเป็น อเนกชาติ สสาร์ ฯลฯ ใน ผลแห่งการที่พระองค์ได้ทรงประกอบ ขณะเมื่อแสงทองเรื่อเรืองแช่งแสง พระมหาปธานวิริยะมาเป็นเวลาข้า บ นาน จึงได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัม โพธิญาณสมดังพระหฤทัยประสงค์ พระองค์จึงทรงเปล่งพระอุทานเย้ย ตัณหาว่า อเนกชาติ สสาร์ ดังที่ได้ ยกขึ้นกล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งแปลใจ ความเป็นสยามภาษาว่า “เราสืบเสาะหาตัวช่างไม้ผู้ สร้างปราสาทมานานแล้ว เมื่อเรา ยังหาไม่พบเราต้องท่องเที่ยวอยู่ใน สงสาร เวียนตายเวียนเกิดอยู่แทบ จะนับชาติไม่ถ้วน การเกิดน่า ความ ทุกข์มาให้เราแล้วๆ เล่าๆ ไม่รู้จัก จบสิ้น นี่แน่ะ ท่านนายช่างไม้กล่าว คือตัณหา! บัดนี้เราเจอะตัวท่าน แล้วละ ท่านหมดโอกาสที่จะมา สร้างปราสาท คือ ยัตตภาพร่างกาย เราต่อไปได้อีกแล้ว กระดูกซี่โครง ท่าน กล่าวคือกิเลส เราหักเสีย กรอบหมดแล้ว หนำซ้ำ ยอด ปราสาทกล่าวคืออวิชชา เราก็รอ ท่าลายหมดสิ้นแล้ว จิตของเรา ปราศจากเครื่องปรุงแต่งแล้ว เรา ถึงซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหาแล้ว” พระอุทานนั้นมีข้อความเป็น บุคลาธิษฐานสั้นๆ แต่มีอรรถรสลึก ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง คหกฏ ว่ายอดปราสาท ก็เพื่อความ เหมาะสมที่พระองค์เป็นกษัตริย์ ที่แปล เพราะบ้านเรือนของพระมหากษัตริย์ เรียกกันว่าปราสาทราชฐาน พระ อุทานนั้นมีข้อความชัดเจนแล้ว มี จ่าา ต้องอธิบาย อ่านต่อฉบับหน้า กัลยาณมิตร, (19 12 ธันวาคม
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More