ข้อความต้นฉบับในหน้า
วิชชา ที่ว่านี้หมายเอา วิชชา
๓ คือ® วิปัสสนาวิชชา ๒ มโน-
มยิทธิวิชชา ๓ อิทธิวิธีวิชชา แต่ถ้า
นับรวมตลอดถึงอภิญญา ซึ่งเป็น
ประเภทหนึ่งของวิชชาเข้าด้วยกัน
แล้วรวมกันเป็น ๘ คือ ๔ ทิพพจักขุ
วิชชา ๕ ทิพพโสตวิชชา ๖ ปรจิตต
วิชชา ๗ ปุพเพนิวาสวิชชา ๘ อาส
วักขยวิชชา
ส่วนจรณะนั้น มี ๑๕ คือ®
ศีลสังวร ๒ อินทรียสังวร ๓ โภช
เนมัตตัญญุตา 4 ขาคริยานุโยค ๕
ศรัทธา ๖ สติ ๗ หิริ 4 โอตตัปปะ ๙
พาหุสัจจะ ๑๐ อุปักกโม ๑๐ ปัญญา
กับรูปฌาน ๔ จึงรวมเป็น ๑๕
วิปัสสนา ต่อไปนี้จักแสดง
ถึงวิชชาและจะยกเอาวิปัสสนาวิขขา
ขึ้นแสดงก่อน “วิปัสสนา” คำนี้
แปลตามศัพท์ว่า เห็นแจ้ง เหินวิเศษ
หรือนัยหนึ่งว่าเห็นต่างๆ เห็นอะไร?
เห็นนามรูป, แจ้งอย่างไร? แจ้งโดย
หระองค์เห็ยโลกหมดทั่วทุกโลก ด้วยตา
ธรรมกาย พระองค์ด้วยเกณธรรมกาย
เบื้องต้น ดูดรนิพพาน ในพระ
นิพพาน) เห็น ว่า คิด รู้ มีอยู่ใน
ดวงปฐมมรรคนั้น ตากายทิพย์
รูปพรหม อรูปพรหมไม่เห็น ก็
เพราะว่าพวกเหล่านี้ยังไม่พ้นโลก
เสมือนลูกไข่อยู่ในกระเปาะไข่ จะ
ให้แลลอดออกไปเห็นข้างนอกย่อม
ไม่ได้ เพราะอยู่ในกระเปาะของตัว
เพราะโลกมันบัง ด้วยเหตุว่าโลก
มันมีดดังกล่าวมาแล้วข้างต้น พวก
เหล่านี้จึงไม่สามารถจะเห็นกล่าวคือ
สามัญลักษณะว่าเป็นของไม่เที่ยง พวกที่บำเพ็ญได้จนถึงชั้นรูปฌาน
เต็มไปด้วยทุกข์ และเป็นอนัตตา
ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา มี
ข้อสำคัญที่ว่าเห็นอย่างไร? เป็นเรื่อง
แสดงยากอยู่ เห็นด้วยตาเรานี่หรือ
เห็นด้วยอะไร? ตามนุษย์ไม่เห็น
จดจ่ออยู่ที่ศูนย์ดวงปฐมมรรค (คำ
ว่าปฐมมรรคนี้ได้มาจากบาลีในสนธิ
กับประโยคว่า “ตราย มาท” ซึ่ง
และอรูปฌาน ก็ยังอยู่ในกระเปาะ
ภพของตัว ยังอยู่จำพวกโลก หรือ
ที่เรียกกันว่า ฌานโลกีย์ ยังเรียก
วิปัสสนาไม่ได้ เรียกสมถะได้ แต่
อย่างไรก็ดี วิปัสสนาก็ต้องอาศัยทาง
สู่ชั้นวิปัสสนาได้
สูงขึ้น เธ นิ้ว เมื่อถูกส่วนก็จะเห็น
กายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม
กายอรูปพรหมเป็นขั้นๆ ซ้อนกันอยู่
ภายในตาม ดับ จากกายมนุษย์
เข้าไป พิจารณาประกอบธาตุธรรม
ถูกส่วน รูปจะกะเทาะส่อนออกจาก
กันเห็นตาม ดับเข้าไป กายมนุษย์
กะเทาะออกเห็นกายทิพย์ กายทิพย์
กะเทาะออกเห็นกายรูปพรหม กาย
รูปพรหมกะเทาะออกเห็นกายอรูป-
พรหม ในเมื่อประกอบธาตุธรรมถูก
ส่วน วอกแวกไม่เห็น นิ่งหยุดจึงเห็น
หยาบไม่เห็น ละเอียดจึงเหิน อาตาปี
สมฺปชาโน สติมาประกอบความ
เพียรมั่น รู้อยู่เสมอไม่เผลอ เพียง
แต่ขั้นกายทิพย์เท่านั้นก็ถอดส่งไปยัง
ที่ต่างๆได้ ไปรู้ไปเห็นเหตุการณ์ได้
เหมือนตาเห็น คล้ายกับนอนหลับฝัน
แต่นี่ไม่ใช่หลับเห็นทั้งตื่นๆการนอน
ต้องหลับตาของมนุษย์เสีย ส่งใจไป สมถะเป็นรากฐานก่อนจึงจะก้าวขึ้น
การบำเพ็ญสมถะนั้น ส่งจิต
เพ่งดวงปฐมมรรคตรงศูนย์ คือ กิ่ง
คนธรรมดาสามัญจะหลับเมื่อไรไม่รู้
จะตื่นเมื่อไรก็ไม่รู้ แต่ถ้าถึงขั้นกาย
กลางกายภายในตรงกลางพอดี ไม่ ทิพย์แล้ว จะต้องการให้หลับเมื่อไร
จะให้ตื่นเมื่อไรท่าได้ตามใจชอบ
แปลกันมาว่า อยู่ปชิมมคโค อันว่า
ปฐมมรรคนี้ อาทิภวติ มีอยู่เป็น
เหลื่อมซ้ายขวาหน้าหลัง แล้วเลื่อน
กัลยาณมิตร . ๑.๘
มกราคม ๒๕๓๗