ข้อความต้นฉบับในหน้า
เห็นด้วยตาทิพย์ ตารูปพรหม และ
อรูปพรหมก็เช่นเดียวกัน เป็นเพียง
ปัจจัยเพื่อให้บรรลุมรรคผลเท่านั้น
ต้องเห็นด้วยตาธรรมกาย
บรรลุมรรคผลได้
จึงจะ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ เรียกว่า เบญจขันธ์ คือ
ขันธ์ ๕ รูปจะกล่าวในที่นี้ เฉพาะ
รูปหยาบๆ คือสิ่งซึ่งธาตุทั้ง 5: ดิน
ธ:
นำ ลม ไฟ ประกอบกันเข้า รวม
กันเป็นก้อนเป็นชิ้นเป็นอัน แลเห็น
ด้วยตา เช่นร่างกายมนุษย์และสัตว์
ที่เรียกว่ารูป เพราะเหตุว่าเป็นของ
ซึ่งย่อมจะต้องแตกสลายไปด้วยเหตุ
ต่างๆ มีหนาวและร้อนเป็นต้น กล่าว
คือ หนาวจัด เย็นจัด จนเกินขีด
หรือถูกร้อนจนเกินขีดย่อมแตกสลาย
ไป แต่ถ้าแยกโดยละเอียดแล้ว รูป
นี้มีหลายประเภทด้วยกัน เช่น อุปา
ทายรูปเป็นต้น แต่ว่าจักยังไม่น่ามา
แสดงในที่นี้ การพิจารณาโดยสามัญ
ลักษณะ พิจารณาไปๆ ละเอียดเข้า
ชิ่งเข้าทุกทีจนเห็นชัดว่านี่มิใช่ตัวตน
เรา เขาอะไร สักแต่ว่าธาตุประชุม
ตั้งชิ้นแล้วก็ดับไป ตาธรรมกายนั้น
เห็นชัดเจน เห็นเกิดเห็นดับติดกัน
ว่าฟองน้ำ ดูให้ดีจะเห็นในฟองนั้น
ไปทีเดียว คือ เห็นเกิดดับๆๆๆ คู มีเม็ดเล็กๆ เป็นจำนวนมากติดต่อ
กันไปทีเดียว ที่เห็นว่าเกิดดับๆ นั้น
เหมือนอะไร เหมือนฟองน้ำ เหมือน
อย่างไร เราเอาของฝาด เช่น เปลือก
สนุนมาต้มแล้วรินใส่อ่างไว้ ชั้นต้น
จะแลเห็นเป็นน้ำเปล่าๆ ต่อมาเมื่อ
เอามือแกว่งเร็วๆ อย่างที่เขาเรียก
กันเป็นพิดรวมกัน เรียกว่าฟองน้ำ
เราจ้องดูให้ดีจะเห็นว่าเม็ดเล็ก ๆ
นั้นพอตั้งชิ้นแล้วก็แตกย่อยไปเรื่อยๆ
ไม่อยู่นานเลย นี่แหละเห็นเกิดดับๆ
ตาธรรมกายเห็นอย่างนี้ เห็นเช่นนี้
จึงปล่อยอุปาทานได้
ธ:
เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณอีก กองนั้น ก็ทำนอง
เดียวกัน เห็นเกิดดับๆ ยิบไป เช่น
เดียวกับเห็นในรูป ทุกข์เป็นของมี
และขึ้นประจำกับขันธ์ ๕ เป็นของ
ธรรมดา แต่ที่เราเดือดร้อนก็เป็น
เพราะไปขึ้นธรรมดาของมันเข้าขันธ์
๕
๕ เป็นอนิจจังไม่เที่ยง ย่อมแปรผัน
กัลยาณมิตร/โ
มกราคม ๒๕๓๙