ข้อความต้นฉบับในหน้า
ของทั้งหมดเราจะบริจาค ใครต้องการจงมาน่าไป กรรมที่ทำให้สัตว์เหล่านี้เป็นคนต่า ติเตียนบาป
เถิด เราเกลียดชังสมบัติเหมือนของโสโครก” แล้ว เหล่านั้นทั้งหมด สรรเสริญคุณ มีศีลเป็นต้น
ออกจากเมืองเข้าหมวันตประเทศ บวชเป็นฤาษี
อธิษฐานเอาบ้านธิทวารุณพฤกษ์เป็นที่อยู่อาศัย ถือ
การอยู่ป่าเป็นวัตรไม่สร้างศาลา ถือการอยู่โคนไม้
เป็นวัตร ถือการอยู่ที่แจ้งเป็นวัตร ถือการไม่นอน
เป็นวัตร ล้านอนก็นอนบนพื้นดิน ถือการใช้ฟัน
เป็นเหมือนสาก ใช้ฟันเคี้ยวอย่างดียว กินแต่ของ
ที่ไม่สุกด้วยไฟ ไม่เคี้ยวกินของที่มีแกลบหุ้ม บริโภค
อาหารวันละครั้ง ท่าตบะเสมอด้วย ดิน น้ำ ไฟ ลม
สมาทานธุดงค์ เมื่อต้องการอาหารมีผลก็กินผล
มีดอกก็กินดอก มีใบก็กินใบ ไม่มีใบก็กินสะเก็ดไม้
เมื่อจะเก็บผลไม้ก็ไม่โลภไปเก็บที่อื่น คงมั่นอยู่ที่
แสดงธรรมแก่ท้าวสักกะ ประดุจว่าให้ดวงจันทร์
ตั้งขึ้นในอากาศ ท้าวสักกะสดับธรรมกถาของ
กัณหฤาษีแล้ว มีความเบิกบาน เกิดความโสมนัส
จึงนิมนต์กัณหฤาษีด้วยพร ตรัสว่า
“ข้าแต่พราหมณ์ ค่านั้น ท่านกล่าวดีแล้ว
เป็นสุภาษิตอันสมควร ข้าพเจ้าจะให้พรท่าน ตาม
แต่ใจท่านปรารถนา"
กัณหฤๅษีได้ฟังดังนี้แล้ว คิดว่า ท้าวสักกะ
นี้เมื่อจะทดลองเราว่า เมื่อถูกกล่าวโทษของตนจัก
โกรธไหมหนอ ได้แกล้งติเตียนผิวพรรณ อาหาร
ที่อยู่ของเรา บัดนี้รู้ว่าเราไม่โกรธ จึงมีจิตเลื่อมใส
เพื่อความเป็นใหญ่ เราจะตัดความสงสัยของท้าว
สักกะในเรื่องนั้นเสีย ควรจะรับพร ธ: ประการ
แล้วกล่าวว่า
เดิม เหยียดมือไปเก็บผลไม้ที่พอมือเอื้อมถึงเท่านั้น แล้วให้พร เธอคงคิดว่าเราประพฤติพรหมจรรย์
ท่านเป้นผู้สันโดษถึงเพียงนี้ จึงร้อนถึงท้าวสักกะ
ท้าวสักกะรำพึงว่า “ใครหนอประสงค์จะให้
เราเคลื่อนจากที่” จึงทอดพระเนตรเห็นกัณหฤๅษี
กำลังเก็บผลไม้อยู่ จึงดำริว่า “ฤาษีนี้มีตบะกล้า “ข้าแต่ท้าวสักกะ ผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง
เราจะเปล่งเสียงด้วยธรรมกถา แล้วจะบำรุงให้ ถ้าจะโปรดประทานพรแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์
อิ่มหนำด้วยพร ท่าต้นไม้ให้มีผล” แล้วเสด็จลง ปรารถนาให้ความประพฤติของตน อย่ามีความ
มาด้วยอานุภาพ ประทับอยู่ที่โคนไม้หลังพระฤาษี โกรธ อย่าให้มีโทสะ อย่าให้มีความโลภ อย่าให้มี
จะทดลองดูว่า ถ้าเราจะกล่าวโทษพระฤาษีแล้ว ความสิเน่หา ขอได้โปรดประทานพร ธ: ประการ
จะโกรธหรือไม่ ท้าวสักกะจึงตรัสว่า
แก่ข้าพระองค์เถิด”
“บุรุษนี้ว่าจริงหนอ บริโภคโภชนะก็ต่า
อยู่ในภูมิประเทศก็ต่า เราไม่ชอบใจเลย”
ท้าวสักกะทรงดำริว่า กัณหบัณฑิตเมื่อจะ
รับพร ก็รับพรแต่ที่หาโทษมิได้ทั้งนั้น เราจักถาม
กัณหฤๅษีได้ฟังตาของท้าวสักกะแล้ว จึง ถึงคุณและโทษเหล่านั้นกับฤๅษีก่อน จึงตรัสถามว่า
พิจารณาดูด้วยทิพยจักษุว่า ใครหนอมาดูดกับเรา
รู้ว่าเป้นท้าวสักกะจึงกล่าวว่า
“ดูก่อนพราหมณ์ ท่านเห็นโทษในความ
โกรธ ในโทสะ ในโลภะ และในสิเน่หา เป็นอย่างไร
“คนประกอบด้วยตบะ ไม่มีอว่าคนทําา
หรือ”
เพราะคนที่มีแก่นใน ภายในชื่อว่า เป็นพราหมณ์
บาปกรรมมีอยู่ในคนใด คนนั้นแหละชื่อว่า เป็น
คนด่านะท้าวลุชัมบดี”
กัณหฤาษีกล่าวกับท้าวสักกะว่า
“ความโกรธเกิดแต่ความไม่อดทน ทีแรก
เป็นของน้อย แต่ภายหลังเป็นของมาก ย่อมเจริญ
ครั้นฤๅษีกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงจ่าแนกบาป ขึ้นโดยลำาดับ ความโกรธมักง่าความเกี่ยวข้อง มี
กัลยาณมิตร
มกราคม ๒๕๓๙