ข้อความต้นฉบับในหน้า
แต่แปลกอยู่ตฯที่ว่า
ใฝากปะไรก็ตามที่ฝาสัมผัสประสาทไปส่าแล้ว
เมี่ปีถูกส่งต่อไป ใจก็จะถูกผลิบผไปเป็นภาพเปิบไว มดเสียปากเปลี่ยให้เป็นกายใต้
กลิ่นก็ถูกเปลยมโปมกาผไต้
กับใจของเรา ความจำอารมณ์ที่กิดกับใจได้เช่นนี้ก็
เรียกว่า สัญญา
สัญญาขันธ์ เกิดขึ้นเพราะกลไกการทำงานของ
ใจที่สามารถ "จ๋า" หรือบันทึกข้อมูลไว้ได้ ทั้งภาพ
ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งรส ทั้งสัมผัสทางกาย และ
บันทึกได้แม้กระทั้งอารมณ์ที่เกิดกับใจ พูดง่ายๆ ว่า
เพราะใจมีกลไกในการ "จ๋า" หรือบันทึกข้อมูลได้
จึงเกิดสัญญา ความจําได้ หรือระลึกถึง รูป รส กลิ่น
เสียง สัมผัส และอารมณ์ที่เคยประสบมาได้ เพราะ
ฉะนั้นสัญญากับ "จำ" ที่เป็นขั้นตอนการทำงาน
ของเนื้อใจขั้นที่ ๒ เป็นคนละอย่างกัน มีใช่อันเดียวกัน
อย่าได้เข้าใจสับสน อุปมาเหมือนกับม้วนเทปวีดีโอ
ทัศน์ ที่สามารถบันทึกทั้งภาพและเสียงไว้ในแถบ
แม่เหล็ก เมื่อต้องการดูภาพและเสียงที่บันทึกไว้ ก็
สามารถนำมาฉายได้ ภาพและเสียงกับสัญญาณ
แม่เหล็กในเนื้อเทป มิใช่สิ่งเดียวกันฉันใด สัญญา
กับข้อมูลที่ฝังอยู่ในเนื้อใจชั้นที่ ๒ ก็เป็นคนละ
อย่างกันฉันนั้น
สังขาร คือความดีดปรุงแต่ง เมื่อมีรูปมากระทบ
ตา ประสาทตาก็รับเอาไว้ ก็ก่อให้เกิดเวทนา แล้ว
๑ คิคดี เรียกว่า "กุศล”
๒ คิคชั่ว เรียกว่า "อกุศล" และ
๓
ยากฤดู"
ดีดไม่ดีไม่ชั่ว เป็นกลางๆ ก็เรียกว่า "อัพ
เช่น คิดอายบาป คิดกลัวบาป ก็เป็นหิริโอตัป
ปะ คิดที่จะพยายามแก้ไขตัวเอง ก็เป็นวิริยะ ดีดที่
จะเสียสละ ก็เป็นจาคะ เหล่านี้เป็นความคิดที่ดี
ส่วนความคิดชั่ว เช่น คิดจะโกง คิดจะลักจะขโมย
ดีดจะฆ่า ดีดจะพยามเท
หรือคิดชนิดที่ไม่ดูไม่ชั่ว กลางๆ เช่น ดีดว่า
เคี้ยวกินแล้วจะไปนอน เคี้ยวจะเรื่อยๆ เฉื่อยๆ หิว
ก็กิน อิ่มก็นอน ร้อนอาบน้ำ คือดีดเหมือนเด็ก
ความคิดทั้งหมดนี้เรียกว่า สังขาร ถ้าพูดง่ายๆ
สังขาร คือ ความคิด ดีดดี คิดชั่ว คิดไม่ดีไม่ชั่ว มี
อยู่ ๓ อย่างแค่นี้
เพราะฉะนั้น "คิด", กับ "สังขาร” ไม่เหมือนกัน
เนื้อใจชั้นที่ ๓ ทำหน้าที่คิด พอคิดแล้ว มันก็ดีดทั้ง
ที่ดี ทั้งรั้ว ทั้งเฉยๆ ความคิดดี ความคิดชั่ว ความ
ดีดเฉยๆ นั้น ท่านเรียกว่า "สังขาร"
วิญญาณ แปลว่า ความรู้แจ้งอารมณ์ เมื่อคิดแล้ว
ก็ส่งไปให้เนื้อใจชั้นที่ ๒ ซึ่งทำหน้าที่จำอารมณ์ที่ ก็เกิดความรู้ขึ้นมาด้วยในตัวของมันเอง คือ รู้รูปที่
เกิดขึ้นกับใจ แล้วจากนั้นก็ลงไปให้เนื้อใจชั้นที่
๓
เห็นทางตารู้เสียงที่ได้ยินทางหูรู้กลิ่นที่ได้สูดทางจมูก
ซึ่งมีความใส ความโปร่ง ความเบามากขึ้นไปอีก รู้รสที่ได้ลิ้มทางลิ้น รู้สัมผัสที่ได้แตะต้องทางกาย
ทำหน้าที่ดีด จึงเกิดความดีดขึ้นมา” เช่น ดีดจะยืน และรู้อารมณ์ที่นึกที่คิดขึ้นมาจากใจเองความรู้นี้เรียก
คิดจะเดิน คิดจะนั้ง คิดจะนอน คิดจะพูด คิดจะฟัง
บางคนก็คิดสั้น คิดยาว คิดลึก คิดซึ้ง ซึ่งแบ่ง
ประเภทได้ ๓ ประเภทคือ
ว่า วิญญาณขันธ์
แต่มีคัพท์อีกคำหนึ่งที่มักเข้าใจสับสนกันคือ
วิญญาณธาตุ วิญญาณธาตุคือ ธาลูรู้ เป็นผู้รู้หรือตัวรู้
มี น า ค ม ๒๕๔๑ ๒๔วารสารกัลยาณมิตร