ข้อความต้นฉบับในหน้า
ด้ายปสัสอุปาตาไม่ได้ดๆานให้ ก็ทีปมทีที่มีอยู่อย่าไปนั้น ดัทปาทานได้นี้นิพพาน
เป็นที่ไปในเย้องฟ้า หรือพูดได้สบายกว่านี้ก็ว่า เมื่อตัดอุปาทานเสียได้ ปะนองเห็น
นิทหานอยู่ข้าปหฟ้า
เป็นแก้วเป็นเพชร ส่วนกายรูปพรหมก็ประกอบด้วย ใจดีกว่าวิชชา ไปโดยปริยาย
ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เช่นกัน แต่ละเอียดประณีต โดยสรุป วิชชา หมายถึง ความรู้เท่าทันในขันธ์ ๕
ชริสุทธิ์มากขึ้นไปกว่าของกายทิพย์อีก และกายอ ที่เกิดขึ้นจากการเห็นด้วยดาธรรมกาย จึงท่า ให้
รูปพรหมก็ประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ยิ่ง สามารถกำจัดความมืดของอวิชชาที่ห่อหุ้มใจได้
ละเอียดประณีตบริสุทธิ์มากขึ้นๆ ไปอีก ถ้าจะอุปม เด็ดขาด
แล้ว กายมนุษย์ก็เหมือนกับก้อนกรวดก้อนทราย
กายทิพย์ก็เหมือนกับก้อนเพชรก้อนพลอยซึ่ง
แต่ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ก็ยังเป็นเพียงเด้าๆ ให้เข้าใจ
ละเอียดประณีตกว่า ตามองทะลุผ่านได้ กายรูปพรหม ได้บ้างเท่านั้นถ้าจะให้เข้าใจจริงๆ ก็มีเพียงวิธีเดียวคือ
ก็อุปมาเหมือนวัตถุที่ละเอียดประณีตกว่าเพชรพลอย ทุ่มเทปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงธรรมกายให้ได้ แล้วไปดู
อีกเป็นล้านๆ เท่า ส่วนกายอรูปพรหมก็ยิ่งละเอียด ไปเห็น ไปรู้ด้วยตนเอง
ประณีตกว่ากายรูปพรหม อีกเป็นล้านๆๆ เท่า
แต่ถึงจะมีความละเอียดประณีตอย่างไรก็ตาม
กายเหล่านี้ก็ยังประกอบด้วยขันธ์ ๕ มีรูป เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ และมีกิเลสที่ละเอียดๆ ที่
เกิดจากอำนาจอวิชชาห่อหุ้มอยู่ แต่ว่าความมืดของ
อวิชชาที่ห่อหุ้มใจของกายทิพย์นั้นยังน้อยกว่าใน
กายมนุษย์ ความมืดในใจของกายรูปพรหมก็น้อยกว่า
ในกายทิพย์ และความมืดในใจของกายอรูปพรหม
ก็น้อยกว่าในกายรูปพรหม ส่วนในพวกสัตว์นรก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่อยู่ในโลกันตนรก อวิชชา
ที่ห่อหุ้มอยู่มากที่สุด ทำให้ใจสัตว์ในโลกันตนรกนั้น
มืดจนไม่เหลือความสว่างอยู่ในใจเลย
ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากนํากล่าวมา
ทั้งหมดนี้ เพื่อจะขยายความให้พวกเราเข้าใจคำว่า
วิชชา โดยอาศัยค่าว่า อวิชชา และด่าว่าขันธ์ ๕
มาอธิบาย ซึ่งเราพอจะคิดตรองตามได้ แล้วเมื่อ
เข้าใจคำว่า อวิชชาและค่าว่าขันธ์ ๕ แล้ว ก็จะเข้า
วารสารกัสยาณมิสร ๘๔ มีนาคม ๒๔๘๔9