ข้อความต้นฉบับในหน้า
สุดแล้ว ยังไม่ได้บรรลุถึงความหลุดพ้น ในเวลานั้น จึง
ตัดสินพระทัยได้ด้วยพระองค์เองว่า วิธีการนี้ไม่ใช่ทาง
แห่งความหลุดพ้น มิได้เป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง แล้วทรง
ย้อนระลึกถึงเมื่องานวัปมงคลของพระเจ้าสุทโธทนะผู้
เป็นพระบิดา ทรงระลึกได้ว่า ขณะนั้น พระองค์มีพระ
ชนมายุ ๗ พรรษา ประทับนั่งอยู่ใต้เงาต้นหว้าอันร่มเย็น
ปล่อยใจสบาย มีความสงัดกาย สงัดใจ จิตตั้งมั่นดิ่งลง
เป็นสมาธิ จนบรรลุปฐมฌาน เมื่อระลึกถึงเหตุการณ์
ครั้งนั้นแล้วก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “ทางนี้แหละ จะเป็น
ทางเพื่อตรัสรู้ แต่บุคคลที่มีกายผอมโซ อ่อนกำลังถึงเพียงนี้
จะเข้าถึงความสุขนั้นได้ ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย” พระองค์
จึงเลิกบำเพ็ญทุกกรกิริยา และเริ่มบริโภคอาหาร บำรุง
พระวรกายให้กลับมีกำลังขึ้น ในที่สุด เมื่อพระวรกาย
แข็งแรงขึ้น มีกำลัง ทรงปรารภความเพียรอย่างถูกต้อง
ที่เราชาวพุทธจะพึงยึดถือปฏิบัติตาม
คำตอบของพระพุทธองค์
อย่างไรก็ตาม เพราะเหตุที่อยู่ในสังคมแห่งการตั้ง
คำถามและแสวงหาคำตอบดังกล่าวมาแล้ว ตลอดระยะ
เวลา ๔๕ พรรษาแห่งการประกาศธรรม พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าจึงต้องตอบคำถามของผู้คนทุกชั้นวรรณะ ทั้ง
บรรพชิตและฆราวาส ที่บ้างก็ถามเพื่อให้หายสงสัย
บ้างก็ถามเพื่อหาเรื่องโต้วาทะ มีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง แต่
ไม่ว่าผู้ถามจะเป็นใคร และถามเพื่ออะไรก็ตาม ทุกคำ
ตอบของพระองค์ล้วนระงับการโต้แย้งถกเถียง นำไปสู่
การปฏิบัติ โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดแก่ผู้ฟังเป็น
หลักทั้งสิ้น
ดังเช่น ครั้งหนึ่ง พราหมณ์ชื่อ ปิงคลโกจฉะ” ทูล
ก็ได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณใต้ร่มโพธิพฤกษ์ ถามว่า “สมณพราหมณ์เจ้าลัทธิที่มีคนนับหน้าถือตา
ในราวป่านั้นเอง
พระประวัติในการออกบวชเพื่อแสวงหาทาง
มากมาย ที่คนส่วนมากเชื่อว่าเป็นคนดี เช่น ปูรณกัสสปะ
มักขลิโคศาล อชิตเกสกัมพล ปกุทธกัจจายนะ เป็นต้น
หลุดพ้นนี้ ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนถึงความเป็นคนจริง เขาเหล่านั้นรู้แจ้งเห็นจริงตามที่ตนประกาศไว้หรือไม่”
ของพระบรมศาสดาของเรา ที่ทุ่มเทฝึกฝนปฏิบัติธรรม
ด้วยตนเองอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันจนกระทั่งบรรลุ
ความรู้แจ้งอันสูงสุดได้ดังประสงค์ ซึ่งเป็นเนติแบบแผน
แทนที่พระองค์จะตรัสตอบว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นรู้
แจ้งจริงหรือไม่ กลับตรัสว่า “เรื่องนั้นจงยกไว้ก่อน เรา
จะแสดงธรรมแก่ท่าน จงตั้งใจฟังให้ดีเถิด”
ไม่ว่าผู้ถามจะเป็นใคร
และถามเพื่ออะไรก็ตาม
ทุกค่าตอบของพระองค์ล้วน
ระงับการโต้แย้งถกเถียง
นําไปสู่การปฏิบัติ
โดยค่านึงถึงประโยชน์ที่จะ
เกิดแก่ผู้ฟังเป็นหลักทั้งสิ้น
เชิงอรรถ
๑ จูฬสาโรปมสูตร มีชิมนิกาย
มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑๒ ข้อ ๓๕๓-๓๖๐
กัลยาณมิตร ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๒