ข้อความต้นฉบับในหน้า
ตามลักษณะดั้งเดิม”
กรมศิลปากรได้ดำเนินการ
ตามพระราชดำรัสทุกประการ ในวันที่ ๒๗
ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงจารึกพระไตรปิฎก
บนลานทองคำเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อเวลา
๑๗.๐๐ น.
ในจำนวนจารึกคัมภีร์ลานเงิน
และจารึกคัมภีร์ลานทองเนื้อหาเป็นพระ
ไตรปิฎก จารึกด้วยอักษรขอมเป็น
ภาษาบาลีและภาษาไทย ทางคณะ
กรรมการบูรณะปฏิสังขรณ์ ได้จำลองพระไตรปิฎกดัง
กล่าวขึ้นใหม่ เพื่อบรรจุกลับคืนในพระมหาเจดีย์ ส่วน
ต้นฉบับจริง จัดตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์วัดพระเชตุพน
วิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหารตามแนวพระราชกระแส
โดยมีนางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน
ภาษาโบราณ และนายเพิ่ม มีเต็ม ผู้เชี่ยวชาญทางภาค
ตะวันออก กรมศิลปากร เป็นผู้จารึกข้อความส่วนที่
เหลือให้จบและอัญเชิญประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์
เป็นพุทธบูชาสืบไป
จารึกจากกรุพระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดา-
ญาณ มี ๔ รายการ ได้แก่
จารึกฐานพระพุทธรูปบุเงิน อักษรไทย ภาษา
ไทย จำนวน ๑ ด้าน มีอักษร ๒ บรรทัด
๒ จารึกคัมภีร์ลานทอง (๑) อักษรขอม ภาษา
บาลี - ไทย จำนวน ๙ ลาน มีสายสนองร้อยรวมเป็นผูก
จารึกอักษรด้วยเส้นจารมีเส้นชุบชาดถมเส้นจารจำนวน ๗
ลานๆ ละ ๒ ด้านๆ ละ ๔ บรรทัดรวม ๗๐ บรรทัดกับ
ใบปกอีก ๒ ลานไม่มีอักษรจารึก เรื่องที่จารึกเป็นบทธรรม
ว่าด้วยพระอภิธรรมทั้ง ๗ ได้แก่ พระสังคิณี พระวิภังค์
พระธาตุกถา พระบุคคลบัญญัติ พระกถาวัตถุ พระยมก
และพระมหาปัฏฐาน
๓ จารึกคัมภีร์ลานทอง (๒) อักษรขอม ภาษา
บาลี จำนวน ๔ ลาน มีสายสนองร้อยรวมเป็นผูก จารึก
อักษรด้วยเส้นจารมีเส้นชุบรักดำถมเส้นจารจำนวน ๗
ลานๆ ละ ๒ ด้านๆ ละ ๔ บรรทัด รวม ๗๐ บรรทัด
กับใบปกอีก ๒ ลานไม่มีอักษรจารึก เรื่องที่จารึกว่าด้วย
ปัจจยาการ อเนกชาติสังสารัง และพระธรรมกาย
ด้านๆ
๔ จารึกคัมภีร์ลานทอง (๓) อักษรขอมย่อ ภาษา
บาลี-ไทย จำนวน ๙ ลาน มีสายสนองร้อยรวมเป็นผูก
จารึกอักษรด้วยเส้นชุบรักดำ จำนวน ๗ ลาน ๆ ละ ๑
ละ ๔ บรรทัด รวม ๒๘ บรรทัด กับใบปกอีก ๒ ลาน
ไม่มีอักษรจารึก เรื่องที่จารึกว่าด้วยพระอภิธรรมทั้ง ๗
ได้แก่ พระสังคิณี พระวิภังค์ พระธาตุกถา พระบุคคล
บัญญัติ พระกถาวัตถุ พระยมก และพระมหาปัฏฐาน
ซึ่งท่านย่อความไว้ให้พอดีกับแผ่นจารึก
คําแปลจารึกลานทองพระธรรมกาย
ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระรัตนตรัย
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงเกิดมีสังขาร เพราะ
สังขารเป็นปัจจัย จึงเกิดมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็น
ปัจจัย จึงเกิดมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงเกิด
มีอายตนะ ๖ เพราะอายตนะ ๖ เป็นปัจจัย จึงเกิดมีผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีเวทนา เพราะเวทนาเป็น
ปัจจัย จึงเกิดมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดมี
อุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดมีภพ เพราะ
กัลยาณมิตร ๒๔
เมษายน ๒๕