ข้อความต้นฉบับในหน้า
ภพเป็นปัจจัย จึงเกิดมีชาติ เพราะ
ชาติเป็นปัจจัย จึงเกิดมีชรา มรณะ
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และ อุ
ปายาสะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวล
นั้น เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยดังกล่าว
อีกส่วนหนึ่งเพราะอวิชชา
ar
ในแผ่นดินรัชกาลที่ แห่ง
พระบรมราชจักรีวงศ์ ผู้ทรง
พระคุณอันประเสริฐ
พระพุทธศาสนาจะเจริญ
ดับสนิทไม่เหลือ ปราศจากราคะ คือ รุ่งเรืองจนถึงที่สุดแห่งยุค
จะเผยแผ่ขจรไกลไปทั่วโลก
ความกำหนัด สังขารจึงดับ เพราะ
สังขารดับวิญญาณจึงดับ เพราะ
วิญญาณดับนามรูปจึงดับ เพราะ
นามรูปดับอายตนะ ๖ จึงดับ เพราะอายตนะ ๖ ดับ
ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ เพราะเวทนา
ดับตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับอุปาทานจึงดับ เพราะ
อุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับชาติจึงดับ เพราะ
ชาติดับชรา มรณะโสกะปริเทวะทุกข์โทมนัสและอุปา
ยาสะจึงดับ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลล้วนดับตามเหตุ
ปัจจัยดังกล่าว
เราเที่ยวแสวงหานายช่างทำบ้านเรือน (ตัณหา)
เมื่อไม่พบ จึงต้องท่องเที่ยวไปในสงสารหลายชาติไม่น้อย
ชาติ (ความเกิด) บ่อยๆ นำทุกข์มาให้ นายช่างเอ๋ย (บัดนี้)
เราได้พบท่านแล้ว ท่านจักสร้างบ้านเรือนต่อไปอีกไม่ได้
เขี้ยวแก้วทั้ง ๔ หมายถึงมรรคญาณ
๔ พระศอหมายถึงสัจจญาณ ๔
การเลี้ยวพระศอทอดพระเนตรดู
หมายถึงพระไตรลักษณญาณ พระ
พาหาทั้ง ๒ หมายถึง เวสารัชญาณ
๔ พระองคุลีทั้ง ๔ หมายถึงอนุสสติ
ญาณ ๑๐ พระอุระหมายถึงสัม
โพชฌงค์ ๗ พระถันทั้ง ๒ หมายถึง
อาสยานุสยญาณ พระอวัยวะ
ส่วนกลางหมายถึงพลญาณ ๑๐
พระนาภี หมายถึงปฏิจจสมุปปบาท พระชมนะหมายถึง
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ พระอุรุทั้ง ๒ หมายถึงสัมมัปปธาน ๔
พระชงฆ์ทั้ง ๒ หมายถึงกุศลกรรมบถ ๑๐ พระบาททั้ง ๒
หมายถึงอิทธิบาท ๔ สังฆาฏิ (ผ้าสำหรับห่มซ้อน)
หมายถึงศีลและสมาธิ จีวรสำหรับห่มปกปิดกล่าวคือ
ผ้าบังสุกุล หมายถึงหิริและโอตตัปปะ ผ้าอนตรวาสก
(ผ้าสำหรับนุ่ง) หมายถึงมรรค ๘ ประคตเอว หมายถึง
สติปัฏฐาน ๔
เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระอวัยวะทุก
ส่วนสูงสุดประกอบด้วยสัพพัญญุตญาณ ที่รู้กันว่า
พระธรรมกาย ไม่มีใครจะเป็นผู้นำชาวโลกได้เท่า ทรง
เพราะเราได้หักทำลายรื้อโครงและยอดบ้านเรือนของ รุ่งโรจน์กว่าเทวดาและมนุษย์เหล่าอื่น (ดังนั้น) พระ
ท่านกระจัดกระจายหมดสิ้นแล้ว จิตของเราหมดกิเลส
เครื่องปรุงแต่งแล้ว เราได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาแล้ว
พระเศียรหมายถึงพระสัพพัญญุตญาณ พระ
เกศาหมายถึงอารมณ์ พระนิพพาน พระลลาดหรือพระ
นลาฏหมายถึงจตุตถฌาน พระอุณาโลมหมายถึงสมาบัติ
ญาณเพชร พระภมู (พระขนง) ทั้งสองหมายถึงนีลกสิณ
พระจักษุทั้งสองหมายถึงทิพพจักษุปัญญา จักษุสมันตจักษุ
พุทธจักษุและธรรมจักษุ พระโสตทั้งสอง หมายถึงทิพพ
โสตญาณ พระฆานะหมายถึงโคตรภูญาณ พระปรางทั้ง
สองหมายถึงมรรคญาณผลญาณและวิมุตติญาณ พระโอษฐ์
(ริมพระโอษฐ์) ทั้งสองหมายถึง โลกิยฌานและโลกุตตรฌาน
พระทนต์หมายถึงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ พระ
โยคาวจรผู้มีญาณแก่กล้าเมื่อปรารถนาจะเป็นพระ
สัพพัญญูพุทธเจ้า พึงระลึกถึงบ่อยๆ ซึ่งพุทธลักษณะคือ
พระธรรมกายว่า พระพุทธเจ้า (พระองค์ใด) ทรงมีพระ
วรกายสูง ๑๒ ศอก มีพระมงกุฎ (เครื่องประดับศีรษะ)
ที่มีแสงสว่างดุจเปลวไฟพุ่งสูงขึ้นไปตลอดกาลเป็นนิจถึง 5
ศอก พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นจึงชื่อว่าสูงได้ ๑๘ ศอก
0
อักษร
คำแปลเกี่ยวกับพระธรรมกาย
นายเพิ่ม มีเต็ม จำลองอักษรจารึก อ่านถ่ายถอด
นายเกษียร มะปะโม เรียงคำจารึกใหม่ แปลและ
อธิบายศัพท์
พระองคุลีทั้ง ๘ น่าจะเป็น ๑๐ แต่ในจารึกใช้ว่า “อฏฐองคุลี
จึงแปลว่า “พระองคุลีทั้ง ๘
กัลยาณมิตร
๒๕
เมษายน papae