การสอนลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2542 ฉบับที่ 9 หน้า 25
หน้าที่ 25 / 134

สรุปเนื้อหา

อย่างมาก แน่นอน สมบัติต่างๆ ก็จะต้องเกิดขึ้นมาให้หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านใช้ทำงานพระศาสนา สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ท่านมีวิธีสอนลูกศิษย์ของท่าน ไม่ให้หลงใหลไปกับลาภสักการะที่เกิดขึ้นอย่างไรครับ ท่านสอนลูกศิษย์ให้นึกภาพอนาคตของตัวเองล่วงหน้าเป็นสิบๆ ปี ท่านบอกว่า “พอบวชไปนานๆ เข้า ได้สิบพรรษาหรือยี่สิบพรรษา เขาตั้งให้ เป็นเจ้าอาวาส จะพบว่าเงินทองที่ใช้ทำงานให้วัดมันก็เพิ่มมากขึ้น ถ้าเอา เงินไปให้เขากู้ แล้วคอยกินดอกกินผล กลายเป็นพระเศรษฐี กลายเป็นพระ ธนาคาร เรียกว่าเป็นเศรษฐีหัวโล้น ถ้าทำอย่างนี้เมื่อไร ไม่ใช่ลูกหลวงพ่อนะ ถ้าลูกหลวงพ่อต้องเอาเงินที่เขาถวายมาทำงานให้พระศาสนา ยิ่งทำงานพระ ศาสนามาก เงินมันจะยิ่งมา ให้เอาเงินทำงานตอบแทนพระศาสนา เหมือนกับน้ำที่มันไหลไปเรื่อยๆ ปล่อยให้มันไหลไป อย่าไปเอาทำน

หัวข้อประเด็น

- การสอนลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

อย่างมาก แน่นอน สมบัติต่างๆ ก็จะต้องเกิดขึ้นมาให้หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านใช้ทำงานพระศาสนา สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ท่านมีวิธีสอนลูกศิษย์ของท่าน ไม่ให้หลงใหลไปกับลาภสักการะที่เกิดขึ้นอย่างไรครับ ท่านสอนลูกศิษย์ให้นึกภาพอนาคตของตัวเองล่วงหน้าเป็นสิบๆ ปี ท่านบอกว่า “พอบวชไปนานๆ เข้า ได้สิบพรรษาหรือยี่สิบพรรษา เขาตั้งให้ เป็นเจ้าอาวาส จะพบว่าเงินทองที่ใช้ทำงานให้วัดมันก็เพิ่มมากขึ้น ถ้าเอา เงินไปให้เขากู้ แล้วคอยกินดอกกินผล กลายเป็นพระเศรษฐี กลายเป็นพระ ธนาคาร เรียกว่าเป็นเศรษฐีหัวโล้น ถ้าทำอย่างนี้เมื่อไร ไม่ใช่ลูกหลวงพ่อนะ ถ้าลูกหลวงพ่อต้องเอาเงินที่เขาถวายมาทำงานให้พระศาสนา ยิ่งทำงานพระ ศาสนามาก เงินมันจะยิ่งมา ให้เอาเงินทำงานตอบแทนพระศาสนา เหมือนกับน้ำที่มันไหลไปเรื่อยๆ ปล่อยให้มันไหลไป อย่าไปเอาทำนบหรือ คันดินมากั้น ถ้าไปกันแล้ว น้ำเก่าก็ไม่ไป น้ำใหม่ก็ไม่มา หนักเข้าน้ำเก่ามัน ก็ส่งกลิ่นเหม็นสิ เงินของพระศาสนาก็เหมือนกัน ได้มาแล้วต้องเอามาบำรุง พระพุทธศาสนา ได้มาก็ทำงานให้พระศาสนาไป อย่างนี้มันถึงจะเจริญ แต่ ได้มาแล้วเอามาเก็บไว้ ไม่เอาไปทำงาน แต่เอามาให้เขากู้ มันก็เหม็นเน่าทั้ง ตัวเอง และส่งกลิ่นเหม็นมาติดพระศาสนา” หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านให้แง่มุม เอาไว้ทำงานทั้งชีวิตอย่างนี้ ท่านเอาจริง ท่านไม่ดูเบาเลย การสนทนาผ่านมาถึงเวลาอันสมควรก็จำเป็นต้องยุติลง จะหลง เหลือไว้ก็แต่เพียงบรรยากาศมิตรภาพที่ปรากฏอยู่ทั่วบริเวณวัดหัวเขา ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว บนท้องนภาเหลือเพียงแสงสว่างที่ พอจะอาศัยกำหนดทิศทางกลับบ้านได้ อย่างน้อยก็ยังพอช่วยให้เห็นเส้นทาง รำไร พระครูไพโรจน์ธรรมคุณ เดินออกจากกุฏิมาส่งอาคันตุกะจากแดน ไกลขึ้นรถยนต์ แววตาของท่านยังเปี่ยมด้วยมิตรไมตรีเสมอ ท่านอวยพรให้ ทุกคนโชคดีและเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ อาคันตุกะทุกคนนมัสการ ลาท่านอย่างนอบน้อมอีกครั้ง แล้วทยอยกันไปขึ้นรถยนต์ เพื่อเดินทางกลับ ไปบนถนนสายมิตรภาพเส้นใหม่ที่ทอดยาวจากปากประตูวัดหัวเขาไปถึงปาก ประตูบ้าน แสงอาทิตย์อ่อนแรงเต็มที่ เวลาของวันใกล้จะหมดลง ทุกอย่าง กำลังจะถูกเก็บบันทึกไว้ในใจอีกครั้งหนึ่ง ชีวิตในวันนี้หากมองเพียงผิวเผิน อาจดูเหมือนธรรมดาสามัญแต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงวันนี้ให้แตกต่างไปจากเดิมก็คือ เรื่องราวจากช่วงชีวิตในวัยหนุ่มของพระครูไพโรจน์ธรรมคุณ ได้กลายมา เป็นเสี้ยวประวัติศาสตร์การสร้างบารมีของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่กลับคืนมา จากการหล่นหายไปในช่วงหนึ่งของกาลเวลา ยึดฟารา ภา สมัยนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านบอกเลยว่า “ใครทำดีกับวัด ปากน้า ก็ดีทั้งประเทศ ถ้าใครทําชั่วกับวัดปากน้ำ ก็ชั่วทั้งประเทศ” ทำไมท่านถึง พูดอย่างนั้น เพราะว่า สมัยนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านส่งพระเณร ไปทำงาน เผยแผ่พระศาสนา ทั่วประเทศไทย กัลยาณมิตร กันยายน ๒๕๕๒ ๒๓
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More