ข้อความต้นฉบับในหน้า
ณ โกกาลิกรัฐ มีเศรษฐีผู้หนึ่งเป็นผู้เลื่อมใสศรัทธา
ในพระศาสนา หวังจะเป็นผู้มีสุคติโลกสวรรค์ เป็นที่ไปใน
เบื้องหน้า จึงได้สร้างวัดถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ไว้แห่งหนึ่ง
แล้วจัดการฉลองเป็นการใหญ่ ต่อมาเมื่อโกกาลิกะบุตรชาย
เศรษฐีเติบโตแล้วได้มีความเลื่อมใสในพระศาสนา จึงขอ
อุปสมบทและได้จ่าพรรษาอยู่ในอาวาสที่โยมบิดาเศรษฐีได้
สร้างไว้นั้น และประพฤติพรหมจรรย์บำเพ็ญกรรมฐาน
ตามที่พระอุปัชฌาย์อาจารย์สั่งสอนด้วยความพยายาม แต่
หาได้บรรลุธรรมวิเศษแต่อย่างใดไม่
สมัยนั้นองค์อรหันต์อัครสาวกทั้งซ้ายขวาแห่ง
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือพระสารีบุตรเถรเจ้าผู้เรื่อง
ปัญญา อัครสาวกเบื้องขวา และพระโมคคัลลานเถรเจ้าผู้
เรืองฤทธิ์ อัครสาวกเบื้องซ้าย ได้ทำการเผยแผ่ประกาศ
พระศาสนาไปในเมืองต่างๆ จนมาถึงโกกาลิกรัฐ เห็นวัดที่
เศรษฐีได้สร้างไว้ว่าสงบเงียบดี เหมาะที่จะใช้พักผ่อนเข้า
นิโรธสมาบัติจำพรรษา จึงได้เข้าไปหาท่านโกกาลิกภิกษุซึ่ง
อาศัยอยู่ในวัดนั้นเพียงองค์เดียว
“ท่านอาวุโส เราทั้งสองขอขอบใจที่ท่านให้การ
ต้อนรับเราเป็นอย่างดี การที่เราคิดจะจำพรรษาอยู่กับท่าน ณ
ที่นี่ ก็มีความประสงค์ที่จะอยู่เงียบๆ เพราะฉะนั้น ขอท่าน
จงอย่าบอกให้ใครรู้เลยว่าเราทั้งสองจำพรรษาอยู่ที่นี่ ท่าน
จะทำตามที่เราขอร้องได้หรือไม่เล่า ?”
“ได้ขอรับพระเดชพระคุณ เกล้ากระผมจะปิด
เป็นความลับ จะไม่บอกแก่ใครเลย จนกว่าพระเดชพระคุณ
จะจากไป"
พอครบเวลาที่ออกพรรษาแล้ว องค์อัครสาวกทั้งสอง
อำลาท่านโกกาลิกภิกษุ เพื่อเดินทางกลับไปยังกรุงสาวัตถี
แต่ก็ได้รับคำขอร้องจากโกกาลิกภิกษุว่าขอให้อยู่ต่ออีกสัก
วันหนึ่งเถิดพระคุณเจ้าทั้งสองก็รับคำอาราธนาอยู่ต่อแต่โดยดี
เพราะเห็นว่าเธอเป็นเจ้าของสำนัก เมื่อถึงวันรุ่งขึ้นก็ได้ไป
ฉันอาหารในบ้านพร้อมกัน โกกาลิกภิกษุก็ได้ประกาศให้
ญาติโยมทั้งหลายทราบว่าพระอรหันต์สาวกเบื้องขวาและ
เบื้องซ้ายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มาจำพรรษาอยู่ ณ
อาวาสแห่งนี้และกำลังจะเดินทางกลับไปยังกรุงสาวัตถี ผู้ใด
อยากได้บุญใหญ่ก็จงมาทำบุญร่วมกันเถิด เมื่อชาวบ้านได้
ทราบเช่นนั้นเกิดการโกลาหลกันใหญ่ต่างก็รีบจัดหาสิ่งของ
เพื่อมาถวายแด่พระเดชพระคุณเจ้าทั้งสอง ซึ่งล้วนแต่เป็น
ลาภสักการะวัตถุทานอันประณีตชั้นดีเยี่ยม เช่น จีวรซึ่งทำ
ด้วยผ้าเนื้อดี น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น ฝ่ายพระโกกาลิกสาวก
ผู้ยังไม่ได้บรรลุธรรมวิเศษอันใด เมื่อเห็นวัตถุสิ่งของที่กอง
อยู่หน้าพระอัครสาวกเป็นกองใหญ่ ล้วนแต่เป็นวัตถุที่เป็น
ของประณีต ก็พลันเกิดโลภจิตและนึกกระหยิ่มอยู่ในใจว่า
“ท่านพระมหาเถระทั้งสอง เป็นพระอรหันต์ทรง
คุณธรรมสูงเยี่ยม โดยปกติย่อมเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย
ยิ่งนัก คงมีจักยินดีในลาภที่บังเกิดขึ้น และเราเป็นผู้บอก
แนะนำชาวบ้านในครั้งนี้ และเมื่อท่านไม่ยินดีท่านก็คงบอก
แก่คนทั้งหลายว่า จงเอาวัตถุสิ่งของเหล่านี้ไปถวายแก่พระ
ภิกษุผู้เป็นเจ้าของถิ่น ซึ่งเป็นพระที่อยู่ในอุปการะของพวก
ท่านเถิด เมื่อพระคุณเจ้าทั้งสองกล่าวดังนี้ ทีนี้ก็รวยล่ะซิเรา
เพราะวัตถุสิ่งของเหล่านี้จะตกไปเป็นของผู้ใดมิได้เว้นเสีย
แต่เราเท่านั้น"
แต่ด้วยความเป็นผู้มั่นในอัปปิจฉตาทิคุณ คือ
ความเป็นผู้มักน้อยสันโดษ และมั่นในสิกขาวินัย เมื่อท่าน
พิจารณาเห็นว่าลาภที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์ เพราะเกิด
จากการชักชวนแนะนำของพระโกกาลิกภิกษุ จึงไม่ควรที่จะ
รับเอา ไม่ว่าตัวท่านเองหรือพระโกกาลิกภิกษุก็ตาม ท่าน
ทั้งสองจึงไม่รับวัตถุสิ่งของเหล่านั้น เมื่อชาวบ้านได้รับการ
ปฏิเสธจากองค์อัครสาวกทั้งสอง ต่างคนต่างก็เอาของของ
ตนกลับบ้านตามเดิม และก็ไม่ได้คิดที่จะถวายพระโกกาลิก
ภิกษุสักชิ้นเดียว
“พระผู้ใหญ่อะไร เสียมารยาท เออ...ก็รู้แล้วละว่า
เป็นพระอรหันต์ ย่อมเป็นผู้มากไปด้วยความมักน้อยสันโดษ
กัลยาณมิตร กันยายน ๒๕๕๒ ๕๙