ข้อความต้นฉบับในหน้า
“เยี่ยมมากเลย น้องรัก วาดได้ดีกว่าพี่เสียอีก พี่
ภูมิใจในตัวน้องจริงๆ" พี่เต้าหู้แสดงความยินดีอย่างจริงใจ
ในที่สุดสีน้ำก็เข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่และพี่เต้าหู้หัวเราะ
ที่แท้ทุกคนเข้าใจว่ารูปดอกไม้ของสีน้ำ คือกระทะประหลาด
ใบหนึ่ง จิตใจของสีน้ำเริ่มสับสน ไม่มั่นใจตนเองอีกแล้ว
น้ำตาหยดน้อยๆ เริ่มไหลรินไปตามปรางแก้ม ความตั้งใจ
ความคิดสร้างสรรค์ ความกล้าแสดงออกของสีน้ำ ถูกความ
เข้าใจผิดทำลายหมดสิ้น แล้วสีน้ำก็ร้องไห้จ้าดังลั่นบ้าน
ตั้งแต่นั้น สีน้ำก็รู้สึกไม่ชอบวิชาศิลปะ ไม่ชอบ
แสดงความคิดสร้างสรรค์ออกมาเท่าไรนัก และพยายาม
ซ่อนเร้นความรู้สึกนึกคิดของตนเองเอาไว้ไม่ให้พ่อแม่รู้
เพราะสีน้ำคิดว่าตัวเองไม่เก่ง พ่อแม่คงจะไม่ชอบ
สำหรับกรณีของสีน้ำนั้น ฟังดูแล้วแทบไม่น่าเชื่อ
ว่าจะเป็นไปได้เลย แต่เพราะคำพูดที่ไม่ยั้งคิดของพ่อแม่
นี่แหละ ได้กัดกร่อนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และกล้า
แสดงออกของเด็กๆ ได้มาก ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อการเติบโต
เป็นผู้ใหญ่ เพราะอาจทำให้เขาโตขึ้นมาอย่างขาดสิ่งมีค่า
สำหรับชีวิตไปอย่างหนึ่งได้ และส่งผลไปถึงการมีนิสัยที่
ชอบซ่อนเร้นความคิด ไม่กล้าแสดงออกเพราะกลัวจะผิด
ตลอดไปจนถึงการกระทบกระเทือนด้านความซื่อสัตย์ในตัว
ของเด็กด้วย
ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่ยุคใหม่จะต้องเรียนรู้ในการ
สร้างสรรค์งานศิลปะของเด็กๆ ก็คือ ต้องทำความเข้าใจ
ก่อนว่า เด็กๆ เขาคิดอย่างไรกับการทำงานศิลปะของเขา
มีนักวิชาการทางจิตวิทยาเด็กได้ศึกษาการพัฒนา
พฤติกรรมของเด็กด้วยศิลปะ และได้คำตอบว่า การทำงาน
ศิลปะของเด็ก ๆ นั้น เกิดมาจากความประทับใจของตัวเด็กเอง
แล้วเด็กๆ ก็อาศัยความประทับใจนั้น ก่อเกิดเป็นแรง
บันดาลใจในการลงมือสร้างงานศิลปะของตัวเองขึ้นมา โดย
เด็กๆ จะไม่สนใจว่ารูปภาพที่วาดหรือผลงานศิลปะของ
ตนเองจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งแตกต่างจากผู้ใหญ่ แต่ที่
เด็กๆ เขาชอบใจก็คือ การมีความสุขกับการได้ใช้ความคิด
สร้างสรรค์ ลงมือทำงานศิลปะออกมาเป็นผลงานของตัวเอง
พ่อแม่จึงต้องระวังการใช้คำพูดในการพูดคุยกับลูก
ถึงผลงานศิลปะของเขาอย่างมาก เพราะตัวเด็กเองเขารู้ว่า
เขาวาดรูปหรือทํางานศิลปะอะไรอยู่ ซึ่งบางครั้งความ
สามารถในการถ่ายทอดออกมาให้เหมือนจริงยังทำไม่ได้
การพูดออกไปโดยเข้าใจไม่ตรงกับเรื่องราวของรูปวาด
หรืองานศิลปะที่เด็กต้องการสื่อให้รู้จะเป็นการทำให้เด็กสับสน
ไม่มั่นใจ ไม่กล้าแสดงความคิดของตัวเอง คิดว่าตัวเองวาด
รูปไม่เก่ง และไม่ต้องการวาดรูปหรือแสดงความคิด
สร้างสรรค์ของตัวเองออกมา ซึ่งเป็นผลกระทบอย่างมาก
ต่อการพัฒนาความคิด ความสามารถในการเติบโตของเด็ก
ฉะนั้น บางทีพ่อแม่อาจเห็นลูกน้อยอายุ ๓-๔ ขวบ
ลงมือวาดรูปเป็นเส้นขีดเขี่ยยึกยือ พอวาดเสร็จแล้วผู้ใหญ่เอง
อาจดูไม่รู้เรื่องว่าเป็นรูปอะไร แต่แน่นอนเด็กๆ เขาเข้าใจดี
ว่า เขากำลังวาดรูปอะไรอยู่ และมีความสุขกับการได้วาด
รูปด้วยตัวเองแค่ไหน
ดังนั้นหน้าที่ที่ดีที่สุดของพ่อแม่ก็คือ ให้การสนับสนุน
การทำงานศิลปะของเขาอย่างเต็มที่ โดยเน้นไปที่
กระบวนการทำงานของเด็ก โดยไม่ต้องสนใจว่าผลงานของ
เด็กจะออกมาเป็นอย่างไร และพ่อแม่สามารถอาศัยโอกาสนี้
ทําความเข้าใจความคิดของลูก และสอนให้ลูกคิดไปในทาง
ที่ดีงามที่ถูกที่ควร เมื่อเด็กวาดเสร็จแล้ว พ่อแม่ก็ไม่ควร
วิพากษ์วิจารณ์ผลงานของเด็ก ควรพาเด็กไปดูดอกไม้ของจริง
และลองปล่อยให้เขาวาดขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยมีของจริงให้เห็น
เด็กๆ ก็จะเริ่มสังเกตเห็นข้อแตกต่างระหว่างรูปวาดของ
เขากับของจริง และนำประสบการณ์ที่ได้กลับมาพัฒนาฝีมือ
มองตนเอง
พ่อแม่อาจมีส่วนร่วมการทำงานชิ้นใหม่ของเด็กได้
ง่ายๆ ด้วยการตั้งหัวข้องานศิลปะที่ช่วยให้เขาเป็นคนดี เช่น
ให้เด็กวาดรูปหัวข้อ “ฉันไหว้พระก่อนนอน”, “ฉันสวัสดีคุณ
แม่ก่อนไปโรงเรียน” เป็นต้น
ในที่สุด ถ้าพ่อแม่เข้าใจการพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ การจะเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี ก็ทำได้ง่าย ไม่
เป็นการปิดกั้นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็ก และ
สามารถสอดแทรกความคิดที่ถูกต้องไปในระหว่างการ
ทำงานศิลปะของลูกน้อยนั่นเอง