ข้อความต้นฉบับในหน้า
แต่เฉพาะในเรื่องนี้ เมื่อตัวไม่ยินดี ก็น่าจะมีแก่ใจนึกถึงเราบ้าง
เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วก็ให้ลืมตัวลุกพรวดพราดเข้าไป
นั่งยองๆ แล้วชี้หน้าพระมหาเถระทั้งสอง พร้อมด้วยกล่าว
ด้วยเสียงอันลุแก่โทสะว่า
“ดูกรอาวุโสทั้งสอง เมื่อก่อนนี้ท่านแสดงตน
เราจึงจะถูกแต่นี่ทั้งสององค์ไม่มีเลยทำเป็นคนนิ่งเฉยไม่รู้ไม่ชี้ ประหนึ่งว่าเป็นพระผู้ใหญ่ ไม่รับวัตถุทานของผู้ใด บัดนี้
เราหรือสู้อุตส่าห์ปฏิบัติรับใช้ ให้ได้รับความสะดวกตลอด
ช่วงจำพรรษาด้วยความเลื่อมใส เมื่อตนเองไม่เอาแล้ว ก็
ควรจะมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แนะนำญาติโยมให้ถวายแก่
เหมือนกับไม่มีน้ำใจนึกถึงเราแล้วหนีไป มันน่าเจ็บใจจริงๆ”
โกกาลิกภิกษุคิดแล้วก็เกิดมีจิตพยาบาทล่วงอกุศลกรรมบถ
มโนทวารผูกอาฆาตในพระอัครสาวกทั้งสองขององค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
ฝ่ายพระอัครสาวกทั้งสองเมื่อกลับถึงวัดพระเชต
วันมหาวิหาร หาได้รู้ไม่ว่าถูกพระโกกาลิภิกษุผูกอาฆาตไว้
จนกระทั่งถึงกาลแห่งการออกเผยแผ่ประกาศพระศาสนา
เพื่อโปรดสัตว์อีกครั้งหนึ่ง จึงได้กราบลาพระสัมมาสัมพุทธ
เจ้าพร้อมทั้งพระภิกษุสงฆ์จำนวนหนึ่งเพื่อออกเดินทาง
โปรดสัตว์ และได้ผ่านทางมาถึงโกกาลิกรัฐ เมื่อชาวบ้าน
ทราบข่าวจึงได้ทำการอาราธนาให้ท่านทั้งสองและพระภิกษุ
ทั้งหลายรับบิณฑบาตในวันรุ่งขึ้น แล้วให้ไปอาราธนาพระ
โกกาลิกภิกษุผู้เป็นพระเจ้าถิ่น มาบิณฑบาตทานในงานนี้
พร้อมกันด้วย
เช้าวันรุ่งขึ้นประชาชนทั้งหลายต่างก็พากันถวาย
อาหารบิณฑบาตแก่พระภิกษุทั้งหลาย ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
แจ่มใส เมื่อพระสงฆ์ฉันอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ใครมี
วัตถุทานประณีตสิ่งใดจะถวายก็ต่างนำเอามากองไว้ตรง
หน้าพระอัครสาวก แล้วน้อมถวายแด่สองพระอรหันต์ผู้
ยิ่งใหญ่ด้วยความเลื่อมใสเป็นที่ยิ่ง ท่านทั้งสองพิจารณา
แล้วว่าปัจจัยลาภที่เกิดขึ้นในครั้งนี้บริสุทธิ์ สมควรที่จะรับ
ไว้เพื่อรักษาศรัทธาเพื่อเป็นการอนุเคราะห์แก่สาธุชนทั้งหลาย
จึงได้รับไว้ด้วยหัตถ์แล้วส่งต่อไปให้แจกจ่ายแก่พระภิกษุ
ทั้งหลาย เมื่อพระโกกาลิกภิกษุเห็นดังนั้นก็คิดตำหนิพระ
อรหันต์ทั้งสอง ด้วยเดิมตนเองเคยผูกอาฆาตพระเถระเจ้า
มาก่อนแล้ว
“ชะ นี่หรือพระอรหันต์ ผู้มีความต้องการน้อย
ปรารถนาน้อย แต่ไฉนจึงยื่นหัตถ์รับไทยทานของคน
ทั้งหลายให้ขวักไขว่ไม่ยั้งมือ อ๋อ....ครั้งก่อนทำเป็นถือตัว
ไม่ต้องการก็คงเป็นเพราะว่า กองทานเล็กน้อยไม่มากใหญ่
โตเท่าครั้งนี้ดอกกระมัง”
5 กัลยาณมิตร กันยายน ๒๕๔๒
ท่านเป็นพระเสียหายเปิดหน้ากากให้คนทั้งหลายเห็นว่า
เป็นคนโลภจัดหนักหนา นี่หรือพระอัครสาวกที่คนทั้งหลาย
เคารพบูชา เราจะไปฟ้องสมเด็จพระบรมศาสดาเดี๋ยวนี้”
ในขณะนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่ง
ประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร เมื่อทอดพระเนตรเห็น
พระโกกาลิกภิกษุผู้มีกรรมเดินทางไกลมาเฝ้าด้วยอาการรีบ
ด่วนเช่นนั้นก็ทรงพิจารณาดูด้วยพระญาณอันประเสริฐ
ทรงพบว่า พระโกกาลิกภิกษุผู้นี้ ต้องอกุศลกรรมบถเป็น
บาปหนักเสียแล้ว เหตุเพราะมีความประสงค์จะมาด่าว่า
พระอัครสาวกทั้งสองให้เราฟัง เราตถาคตอาจเป็นที่พึ่งของ
เธอได้ในครั้งนี้ ด้วยการห้ามปรามเธอมิให้ด่าว่าพระอรหันต์
อัครสาวก ไม่ให้มีจิตโกรธแค้นในพระอัครสาวก แต่คงไม่
สามารถที่จะห้ามปรามได้ เพราะจิตของเธอมีความอาฆาต
พยาบาทเสียแล้วแม้เราก็มิอาจช่วยให้เธอพ้นจากกรรมอัน
ชั่วร้ายนั้นได้ เมื่อเธอด่าว่าพระอัครสาวกให้เราฟังแล้วก็จะ
ไปบังเกิดในอเวจีนรกอย่างแน่นอน ฝ่ายพระโกกาลิกภิกษุ
แทนที่จะทูลถามวิธีการในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น กลับ
แสดงสันดานร้ายกล่าวหาใส่ความเท็จแก่พระอรหันต์อัคร
สาวกเบื้องขวาเบื้องซ้ายต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาได้ฟังดังนั้น จึงมีพระ
ราชดำรัสตอบไปว่า
“ดูกร โกกาลิกภิกษุ เธออย่ากล่าวเช่นนั้น สารี
บุตรแลโมคคัลลานะผู้เป็นบุตรของเรา หาได้มีความ
ปรารถนาลามกดังที่เธอเข้าใจไม่ ขอเธอจงยังจิตให้เลื่อมใส
ในพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเถิด”
เมื่อได้ฟังดังนั้นแทนที่พระโกกาลิกภิกษุจะเชื่อฟัง
กลับดื้อรั้นและกล่าวว่าพระอรหันต์อัครสาวกทั้งสองด้วย
ความอาฆาตแค้นอีก แม้นพระบรมศาสดาจะกล่าวตักเตือน
หลายครั้งหลายหนก็หาได้ฟังไม่ ที่สุดก็กราบถวายบังคมลา
พระบรมศาสดา ขณะที่เดินมาถึงซุ้มประตูพระเชตวันมหา
วิหาร บาปกรรมอันหนักของตนนั้นก็ตามมาทัน บันดาลให้