ข้อความต้นฉบับในหน้า
เวลาเดินทางประมาณ ๒๐ กว่านาทีเท่านั้น คำว่าลุมพินีเป็น
ชื่อของเจ้าหญิงแห่งศากยะพระองค์หนึ่ง อุทยานลุมพินีวันนั้น
มีประวัติว่าเป็นสวนสาธารณะเก่าแก่ที่ชาวเมืองทั้งสอง
ระหว่างกรุงกบิลพัสดุและเทวทหะ มักมาเที่ยวชม ใช้เป็น
ที่พักผ่อนหย่อนใจ ทั้งยังเป็นที่เสด็จประพาสของเจ้าศากยะ
ทั้ง ๒ ฝ่าย โดยเฉพาะในช่วงฤดูเทศกาลต่างๆ จะใช้เป็น
สถานที่จัดงานรื่นเริงร่วมกัน
อาจารย์บรรจบได้บรรยายไว้ว่าในอุทยานลุมพินีวัน
มีพันธุ์ไม้นานาพันธุ์ สวยงาม
มาก ในวันที่พระนางสิริ
มหามายา เสด็จมาถึงนั้น
มีผู้คนตามเสด็จเป็นพัน
เป็นหมื่นคน พอมาถึง
อุทยานแห่งนี้ พระนางเกิด
อยากจะเสด็จประพาส
เพราะวาทนความสวยงาม
ของมวลหมู่ไม้นานาพันธุ
ไม่ไหว ก็เสด็จลงประพาส
ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วง
วันเพ็ญเดือนวิสาขะ
ดอกไม้กำลังผลิดอก
บ TMะฟวิ่ง TM TM
ยามพระนางเสด็จ
รูปวิคฑ: บนยอดเสาของพระเจ้า
อโศกมหาราช เป็นสิงห์สีตัว
ผ่านกิ่งไม้ดอกไม้ ก็โบกสะบัดราวกับอาการเชื้อเชิญ ให้
พระนางประทับพักผ่อน
ไปถึงต้นสาละก็เกิดประชวร
พระนางเสด็จผ่านไปถึงต้นสาละก็เกิดประชวร
พระครรภ์ บ่าวไพร่ที่ติดตามมาก็รีบจัดเตรียมสถานที่เพื่อ
การประสูติ พระนางทรงโน้มกิ่งต้นสาละไว้ ปรากฏว่าเมื่อ
พระนางประทับยืนตรง พระโอรสก็ประสูติออกมาโดยง่าย
ไม่แปดเขื่อนด้วยน้ำเมือก เลือดและสิ่งไม่สะอาดใดๆ อุปม
เหมือนกับแก้วมณีที่วางไว้บนผ้ากาสิก ย่อมไม่ทำให้ผ้ากาสิก
แปดเขื่อน หรือแม้แต่ผ้ากาสิกเองก็ไม่ได้ทำให้ดวงแก้วมณี
แปดเขื่อนด้วยเช่นกัน แต่ก่อนที่พระบาทของพระโพธิสัตว์
จะสัมผัสแผ่นดิน เทพบุตร ๔ องค์ ช่วยกันประคองไปไว้
เบื้องพระพักตร์ของพระมารดา แล้วกราบทูลว่า “โปรดพอ
พระทัยเถิด พระเทวี พระราชโอรสเสด็จอุบัติขึ้นเป็นผู้มี
ศักดิ์ใหญ่”
มีธารน้ำ ๒ สายปรากฏขึ้น คือ ธารน้ำเย็นและ
ธารน้ำอุ่น เพื่อชำระล้างพระโพธิสัตว์และพระมารดา เมื่อ
พระโพธิสัตว์ทรงประทับยืนมั่นคงด้วยพระบาททั้งสองแล้ว
ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ทรงดำเนินไป ๗ ก้าว
และทรงเปล่งพระอาสภวาจาว่า
“เราคือผู้เลิศของโลก เราคือผู้เจริญที่สุดของโลก
เราคือผู้ประเสริฐที่สุดของโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้
ภพใหม่ไม่มีอีก"
ขณะที่พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์พระมารดา
นั้น แสงสว่างเจิดจ้าหาประมาณมิได้ปรากฏขึ้นทั้ง เทวโลก
มารโลก พรหมโลก โลกธาตุสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
ในช่วงเวลาที่พระโพธิสัตว์ประสูตินั้น ไม่แต่มนุษย์
เท่านั้นที่ดีใจ เทวดาชั้นต่างๆ ก็ดีใจ อาจารย์บรรจบได้เล่า
เสริมในเรื่องนี้ว่า อสิตดาบสผู้ได้ฌาน ๔ มักจะไปพักที่
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นประจำ วันนั้นท่านรู้สึกแปลกใจว่าทำไ
เทวดาทั้งหลายร่าเริงเหลือเกิน มีการสะบัดธงทิวออกมา
ฟ้อนๆ กัน จึงถามเทวดาว่ามีอะไรกัน เทวดาตอบว่า ท่าน
ไม่รู้หรือว่า พระพุทธเจ้าผู้เป้นยอดของโลกบังเกิดขึ้นแล้ว
ศิตาสติกรูปพระนางสิริ
มหามายาประสูติหเระ
โอรส(เจ้าชายสิทธัตถะ)
ประดิษรานอยู่ที่สุมพินี
เมื่ออสิตดาบสทราบเช่นนั้นก็รีบ
มายังกรุงกบิลพัสดุเพื่อเข้าเสา
ถวายพระพรพระกุมารในขณะนั้น
เป็นวันที่ ๕ หลังจากประสูติ
เมื่อมาถึงพระกุมารกำลังบรรทม
หลับอยู่ พระเจ้าสุทโธทนะโปรด
ให้สนมไปดูว่าตื่นบรรทมหรือยัง
ปรากฏว่าตื่นแล้ว นางสนมจึง
อุ้ม พระกุมารออกมาถวาย
พระเจ้าสุทโธทนะ แต่พระกุมาร
กลับหลุดลอยจากพระหัตถ์
พระบิดา ไปประทับยืนอยู่บน
ศีรษะของอสิตดาบส ดาบสมอง
ดูแล้วเห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ก็ก้มลงกราบ
พระเจ้าสุทโธทนะก็ก้มลงกวาบตามเป็นครั้งแรกที่พ่อกราบลูก
พิธีเฉลิมฉลองการประสูติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
นั้นยิ่งใหญ่มาก ทั้งเมืองกบิลพัสดุเต็มไปด้วยเสียงดนตรี มี
อาย พ.ศ. ๒๓