ข้อความต้นฉบับในหน้า
สำนวนจีน : เสี่ยวเหลียงจือ
ชาวฮันตั๋นหัดเดิน
ในใจมาแล้ว ที่เมืองอันตั๋น ชาวเมืองที่อาศัยอยู่
ในเมืองนี้มีชื่อเสียงเรื่องการเดินเท้าโด่งดังมาก เพราะเวลา
ที่พวกเขาจะเดินนั้น จะมีจังหวะจะโคนในการเดิน การก้าว
เท้า ด้วยท่าทางองอาจพึ่งผายน่าดู เป็นที่กล่าวขวัญชื่นชม
ของคนต่างเมือง
ในครั้งนั้น ชาวเมืองนิ้วหลิงในเมืองเอี้ยน รู้ข่าวนี้เข้า
ก็มีความอยากจะเรียนแบบท่าทางการเดินของชาวอันตื่นบ้าง
จึงได้ปรึกษาหารือกันภายในเมืองของตนเอง
“นี่พวกเราทั้งหลาย พวกเราต่างก็อยากจะเดินให้
เป็นแบบชาวเมืองอันตั๋น ฉะนั้นเราจะมีวิธีไหนถึงจะได้เรียน
วิธีเดินแบบนั้นได้บ้างล่ะ" ชายคนหนึ่งพูดขึ้น
ชาวเมืองนิ้วหลิงอีกคนจึงตอบขึ้นว่า “ช้าว่า..ถ้า
เราอยากจะเดินแบบชาวอันมั่น เราน่าจะส่งคนของเราไป
ร่ำเรียนวิธีการเดินที่เมืองอันตั๋นนะ”
“เออ..ดีๆ พวกช้าเห็นด้วย พวกเขาจะได้กลับมา
สอนเราได้” หลายเสียงของชาวเมืองนิ้วหลิงให้การสนันสนุน
ดังนั้น เมื่อตกลงกันได้ พวกเขาจึงได้ทำการ
คัดเลือกเด็กจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นเด็กที่กำลังหัดเดิน ส่งไปยัง
เมืองอันตั๋น เพื่อนักเรียนศิลปะการเดินกับชาวอันตั๋น
วันเวลาได้ผ่านไปนาน ปรากฏว่า เด็กๆ ที่ส่งไป
เรียนที่เมืองอันตั๋นเหล่านั้น พวกเขาไม่มีความก้าวหน้า
ทางการเรียนเลย ไม่สามารถเรียนรู้วิธีการเดินของชาว
เมืองอันต้นแม้แต่น้อยนิด ตรงกันข้าม พวกเขาเหล่านั้น
กลับลืมวิธีการเดินของตนเองเสียจนหมดสิ้น เมื่อกลับมา
เมืองเอี้ยนไม่รู้ว่าจะเดินอย่างไร เด็กทุกคนจึงต้องคลาน
เหมือนเต่าฝูงหนึ่งกลับมา
จากนิทานเรื่อง “ชาวอันสั่นหัดเดิน” ท่า ให้ได้ข้อคิด
ว่า คนเราทุกคนแต่ละคนถึงแม้จะมีข้อบที่พร่อง แต่ก็มีข้อดี
ซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคนมาแต่กำเนิด
ฉะนั้นควรเลือกข้อดีของผู้อื่นมาเสริมส่วนที่ยังขาดของ
ตัวเราจึงดี ไม,ควรละทิ้งข้อดีของตนเสียจนหมดสิ้น เพราะ
การที่มุ่งแต่จะลอกเลียนแบบคนอื่นอยู่ฝ่ายเดียว จะกลาย
เป็นว่า “วาดเสือไม่สำเร็จกลับคล้ายสุนัข”
มนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔
๙๑