ข้อความต้นฉบับในหน้า
พระทุกรูปจะต้องศึกษามหายานและงานเขียนของลัทธิต่างๆ
ในหินยานอีก ๑๘ ลัทธิ แล้วก็ยังมีการศึกษาคัมภีร์พระเวท
ประกอบกิจทางศาสนาเป็นหลักโดยใช้นาฬิกาน้ำเป็นเครื่อง
บอกเวลา นาฬิกาน้ำ มักใช้กันตามวัดใหญ่ๆ ในอินเดีย จะ
และอื่นๆ มี เหตุวิทยา ตรรกวิทยา) ศัพทวิทยา(ไวยากรณ์ มีเด็กคอยดูเวลาของนาฬิกาน้ำอยู่เป็นประจำ นาฬิกาชนิดนี้
และภาษาที่ใช้โนอักษรศาสตร์และภาษาศาสตร์) จีกิตสาวิทยา
(แพทย์) ไสยศาสตร์ (อาถรรพเวท) สางขยา(ปรัชญา) และ
อื่นๆ เช่น วรรณคดีและความรู้ทั่วๆ ไป
นาลันทา เป็นทั้งสำนักเรียนหลายสำนัก และ
สำนักอภิปรายอีกหลายสำนัก แสดงว่านอกจากจะมีการ
ศึกษาความรู้ตามที่ครูสอนแล้วยังมีการถกเถียง อภิปราย
ค้นคว้าสิ่งที่ตนเรียนมาในแง่มุมและประเด็นอีกด้วยต่างๆ
ภิกษุอ่วนจัง เล่าว่าการอภิปรายเหล่านี้ "ยาก" คือ ต้องใช้
สติปัญญาและความรู้สูง
ผู้ผ่านการทดสอบขั้นต้น จะต้องถ่อมตนต่อ
ชื่อเสียงของตน และผู้ที่มีความรู้ ความสามารถปานกลาง
“ก็จะต้องกลับมาอภิปรายในที่ประชุมใหม่” ผู้ที่มีชื่อเสียงว่า
เก่ง ก็มีภิกษุธรรมปาลและภิกษุอื่นๆ
๓,๐๐๐
ภิกษุทุยหลี เล่าว่ามีการวางแท่นประมาณ ๑๐๐ แท่น
ทุกวัน เพื่อใช้ยืนพูดเป็นคน จะมีผู้เข้าร่วมทั้งหมดราว
คน การพูดแต่ละครั้ง จะมีนักศึกษาเข้าฟัง ห้องละประมาณ
๓๐ คน ไม่ว่าทุกคนจะเลือกเรียนวิชาใดเป็นวิชาเอกก็ตาม
ทุกคนจะต้องศึกษาปรัชญามหายานด้วยกันทั้งสิ้น วินเซ็นต์
สมิธ เขียนใน ธกo/ธเอเว86ฝเล 01 คธแฐเอก สกป ยก108
V0I IX หน้า ๑๒๗ ว่า “ประวัติศาสตร์ของนาลันทา ก็คือ
ประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนามหายานนั่นเอง” ผู้ที่เก่งด้าน
ปรัชญามหายาน คือผู้ที่เรียนเก่งที่สุดในนาลันทา ชื่อของ
นาดันทาจึงหมายถึงมหายาน
ภิกษุส่วนจัง เล่าถึงชีวิตการศึกษาในนาลันทาว่า
"วันหนึ่งๆ ไม่มากพอให้ตั้งคำถาม และตอบคำถามที่ลึกซึ้ง
ก็พระภิกษุทุกรูปจะอภิปรายกันตั้งแต่เช้าจรดกลางคืน ทั้ง
ผู้อาวุโสและอ่อนอาวุโสต่างก็จะช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน
ผู้ที่ไม่สามารถอภิปรายคำถาม - คำตอบ ในพระไตรปิฎกได้
จะมีผู้ยกย่องสรรเสริญน้อย และต้องหลบตามวัย ผู้คงแก่
เรียนจากทั่วทุกมุมเมืองผู้ต้องการมีชื่อเสียงว่าเป็นนักอภิปราย
ที่สามารถ ก็จะมาพึงถูกข้อสงสัย และกระแส(แห่งปัญญา)
ก็จะแผ่ขยายไปอย่างกว้างขวาง
กิจกรรมในชีวิตประจำวัน มีการศึกษาและการ
ได้รับจากกษัตริย์หลายชั่วรุ่นเพื่อใช้บอกเวลาตาม
วัดวาอารามต่างๆ
นาฬิกาน้ำ
เป็นเครื่องมือที่ประกอบด้วยชาม-
ทองแดงเจาะเป็นรูลอยอยู่ในชามทองแดงที่ใหญ่กว่า มีน้ำ
ใส่เต็ม เมื่อชามใบเล็กจมลงเมื่อใดก็หมดเวลาหนึ่งๆ
ภิกษุอี้ชิง อธิบายถึงกิจวัตรในนาดันทา โดยใช้
นาฬิกาน้ำเป็นเครื่องบอกเวลาอย่างละเอียดดังนี้
ด
“เช้า เริ่มต้น เมื่อชามทองแดงใบเล็กจมลงน้ำเป็น
ครั้งที่หนึ่ง แล้วก็จะมีการตีกลองบอกสัญญาณ พอชามจม
ลงน้ำเป็นครั้งที่สอง ก็จะตีกลอง ๒ ครั้ง พอจมครั้งที่ ๓ ก็
จะดีกลอง 4 ครั้ง เปาสังข์ ๒ ครั้ง และตามด้วยการตีกลองอีก
ครั้ง เรียกว่า ๑ ชั่วโมง นั่นก็คือ ขณะนั้น พระอาทิตย์จะ
อยู่ทางตะวันออก ระหว่างเส้นขอบฟ้า กับกลางท้องฟ้า
เมื่อชามจมลงอีก 4 ครั้ง ก็จะดีกลอง 4 ครั้ง เช่นคราวแรก
เป่าสังข์ และตามด้วยการตีกลองอีก ๒ ครั้ง เรียกว่าชั่วโมงที่
๒ นี่ก็คือการเริ่มต้นชั่วโมงน้า(หอน86-หอบโ) หรือตอนเที่ยง
นั่นเอง เมื่อจบเสียงกลอง ๒ ครั้งสุดท้าย พระก็จะหยุดฉัน
(ตามพระวินัยเก่าแก่) ถ้าใครยังฝ่าฟันอยู่ ก็จะถูกขับไล่ออก
จากวัดไป ดอนบ่ายก็จะมีการบอกเวลา ๒ ครั้ง เช่นเดียว
กับช่วงเช้า ตอนกลางคืน ก็มีการบอกสัญญาณ ๔ เวลา
เช่นเดียวกับตอนกลางวัน เพราะฉะนั้น กลางวันและกลางคืน
จะมีเวลารวมกันทั้งสิ้น ๔ ชั่วโมง เมื่อถึงเวลาค่ำ ชั่วโมงที่ ๑
สิ้นสุดลง ก็จะมีกรรมทาน เป็นผู้ประกาศด้วยการตีกลองใน
ห้องโถง ตอนพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกดิน จะมี
การตีกลอง ๑ รอบ ที่ด้านนอกประตูใหญ่ งานนี้ถือว่าไม่สำคัญ
จึงเป็นหน้าที่ของคนเฝ้าประตูหรือผู้รับใช้ ช่วงพระอาทิตย์
ตกดินจนถึงพระอาทิตย์ขึ้น หน้าที่ดีระฆัง ไม่ใช่หน้าที่ของ
พระหรือผู้รับใช้ แต่เป็นหน้าที่ของกรรมทาน (กลางคืนจะ
ต้องเงียบสงัดจริงๆ กรรมทานจะดีกลองปลุกเฉพาะเหตุ
จำเป็นเท่านั้น)
ฉะนั้น นาฬิกาน้ำจึงเป็นเครื่องกำหนดเวลาทำพิธี
บูชาพระรัตนตรัย และเวลาเรียนในนาดันทา ในซาก
ปรักหักพังของนาดันทา มีวัด และโบสถ์ เรียงคู่ขนานกันไป
มีนาคม 1.4 1.4 4 4