การปฏิบัติธรรมตามพุทธวจนะ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2544 ฉบับที่ 3 หน้า 43
หน้าที่ 43 / 108

สรุปเนื้อหา

ความที่จิตตั้งมั่นแนบแน่นเป็นอัปปนาสมาธิตั้งแต่ปฐมฌาน ซันไปแล้ว จะเห็นเป็นดวงใสบริสุทธิ์โดยธรรมชาติ เป็น โลกุตตรสมาธิ เกิดชั้นต่อจากศีลขันธ์หรือดวงโลกุตตรศีล องค์ ฌานทั้งหลาย เป็นธรรมชาติมีกำลัง จิตหมดจดจาก อันตรายคือนิวรณ์ตัวกางกั้น ย่อมดำเนินสู่สมานิมิตอันเป็น สายกลาง (วิสุทธตฺตา อาวรณวรที่ต์ หุตวา มัชฌิม สมกา นิมิตต์ ปฏิปชฺชติ ฯ วิสุทธิมรรค ๑ หน้า ๑๘๙) ได้เป็นปฏิปทา วิสุทธิ ดำเนินถูกทาง และเป็นไปโดยสม่ำเสมอ เพราะเว้น จากความท้อถอยและฟุ้งซ่าน ดึงความสงบอย่างวิเศษ และ เป็นเหตุแห่งความสุขอย่างยิ่งของพระโยคาวจร ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสเรียงลำดับแห่งการปฏิบัติที่เข้าถึงได้จริง มิได้ตรัสซ้ำสับสนกันดังที่อาจจะสงสัย หรือเข้าใจ คลาดเคลื่อนเช่นนั้นได้ คำว่า เป็นของพระอเสชะ คือ เป็นของพระอรหันต์ ผู

หัวข้อประเด็น

- การปฏิบัติธรรมตามพุทธวจนะ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ความที่จิตตั้งมั่นแนบแน่นเป็นอัปปนาสมาธิตั้งแต่ปฐมฌาน ซันไปแล้ว จะเห็นเป็นดวงใสบริสุทธิ์โดยธรรมชาติ เป็น โลกุตตรสมาธิ เกิดชั้นต่อจากศีลขันธ์หรือดวงโลกุตตรศีล องค์ ฌานทั้งหลาย เป็นธรรมชาติมีกำลัง จิตหมดจดจาก อันตรายคือนิวรณ์ตัวกางกั้น ย่อมดำเนินสู่สมานิมิตอันเป็น สายกลาง (วิสุทธตฺตา อาวรณวรที่ต์ หุตวา มัชฌิม สมกา นิมิตต์ ปฏิปชฺชติ ฯ วิสุทธิมรรค ๑ หน้า ๑๘๙) ได้เป็นปฏิปทา วิสุทธิ ดำเนินถูกทาง และเป็นไปโดยสม่ำเสมอ เพราะเว้น จากความท้อถอยและฟุ้งซ่าน ดึงความสงบอย่างวิเศษ และ เป็นเหตุแห่งความสุขอย่างยิ่งของพระโยคาวจร ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสเรียงลำดับแห่งการปฏิบัติที่เข้าถึงได้จริง มิได้ตรัสซ้ำสับสนกันดังที่อาจจะสงสัย หรือเข้าใจ คลาดเคลื่อนเช่นนั้นได้ คำว่า เป็นของพระอเสชะ คือ เป็นของพระอรหันต์ ผู้ไม่ต้องศึกษาเรื่องไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ดัง กัลยาณปุถุชนและพระอริยบุคคลที่เหลืออีก เพราะศีลขันธ์ หรือดวงศีลเป็นต้นในที่นี้ เป็นโลกุตตวธรรม ที่จะให้เข้าถึง พระธรรมกายอรหัต สามารถทำลายกิเลสทั้งปวงได้ จึงเป็น เนื้อนาบุญของชาวโลก ไม่มีนาบุญอื่นที่ยิ่งกว่า ฉะนั้น จึง เป็นการยืนยันได้ว่า การปฏิบัติธรรมตามวิธีการนี้ เป็นได้ทั้ง สมถะและวิปัสสนา ควบคู่กันไปตั้งแต่เบื้องต้นจนอวสาน ฉะนั้น เมื่ออธิบายถอดความตามพุทธวจนะนี้ตาม หลักปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ จึงได้ความว่า หยุดใจไว้ภายในตัว ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ย่อมละ นิวรณธรรม ๕ ได้ และจะเข้าถึงดวงธรรม ๕ คือ ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวงวิมุตติญาณหัส- สนะตามลำดับ เห็นกายในกาย จนเข้าถึงพระธรรมกายอรหัต ด้วย ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวง วิมุตติญาณหัสสนะที่เป็นโลกุตตระอย่างบริบูรณ์ จึงสามารถ ทำลายกิเลสได้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษแล้ว จนเป็นเนื้อนาบุญ อย่างยอดเยี่ยมของชาวโลกได้ ทานที่ให้ในท่านผู้มีศีลผู้ ปฏิบัติตามนี้ จึงชื่อว่ามีผลมาก และนั่นก็หมายความว่า การปฏิบัติตามพุทธวจนะของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ - นี้ เป็นการปฏิบัติทั้ง สมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป เพราะ ท่านกล่าวถึงการละนิวรณธรรม ๗ ซึ่งเป็นเครื่องกั้นขวางมิ ให้ใจสงบได้ก่อน(เป็นสมถะ) และกล่าวถึงการเข้าถึง ธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย ด้วยธรรมขันธ์ ๕ อันเป็นโลกุตรธรรม ดังนั้น ผู้สนใจปฏิบัติ เมื่อพบคำว่า ศีลขันธ์ สมาธิ ขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ และวิมุตติญาณหัสสนขันธ์ กล่าวไว้ในที่ใดในคัมภีร์พระพุทธศาสนา จึงพึงเข้าใจเถิดว่า ท่านกล่าวหมายเอาวิธีการปฏินเพื่อเข้าถึงพระธรรมกาย แต่พระอรรถกถาจารย์และพระฎีกาจารย์ท่านได้กล่าวไว้ โดยย่อว่า สีลกฺขนฺธาทิคุณรดนสมิทฺธธมฺมกาโย แปลถอดความ ว่า ผู้มีธรรมกายหรือเป็นธรรมกายที่เข้าถึงด้วยรัตนที่มี คุณานุภาพคือ ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวงวิมุตติญาณหัสสนะ ส่วนคำว่า ความตายแม่อำนาจไปถึง ด้วยอำนาจไป ถึงสามสมควรท่านหมายถึง ความตายแผ่อำนาจไปถึงคือดัด ได้เฉพาะรูปกายและวิบากที่เป็นปัจจุบัน อันเสมอทั่วไปแก่ สรรพสัตว์ที่ยังมีกิเลส แต่ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เรียกว่า ดับขันธปรินิพพาน คือ ดับกิเลส ขันธ์ ๕ พร้อมทั้งวิบากได้ เด็ดขาด จึงชื่อว่า นิพพาน ญ คือ สูญจากกิเลสอันเป็นเหตุ แห่งวิบากในอนาคต และ รูปนามขันธ์ ๕ ที่เป็นโลกิยะ ที่ หระองค์ตรัสเรียกว่า “อนัตตา” แปลว่า ไม่ใช่อัตตาหรือ เป็นสมมติอัตตาที่ปุถุชนและเจ้าลัทธิสัสสตทิฏฐิยึดมั่นว่าเป็น “อัตตา” แต่มิใช่ขาดศูนย์ ดังที่เจ้าลัทธิอุจเฉททิฏเข้าใจกัน เพราะมีพระธรรมกายที่เป็นวิสุทธิอัตตา ที่สูญจากกิเลสและ วิบากทั้งปวง ซึ่งเป็นโลฤตตรธรรมนั้น เป็นสภาพเที่ยง เป็นสุข เสมอด้วยอายตนนิพพาน อันมัจจุคือความตายแผ่อำนาจ ไปไม่ถึง ได้ไปสถิตถาวร ณ อายตนนิพพาน อันเป็นบรม- ซึ่งไม่มีอยู่ในโลกคือ ขันธ์ ๕ นี้ สุข ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า โลกสูญ เพราะสูญจาก พระนิพพานและวิสุทธิอัตตาคือธรรมกายซึ่งมีสภาพเที่ยง เป็นสุข และ หระนิหหานกิชื่อว่า รูญอย่างยิ่งเพราะหญจาก โลก คือยิ่งที่ในอนัตตาหรือสมมติอัตตา มีรูปขันธ์เป็นต้น ซึ่งมีสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา ที่มัจจุคือความ ตายแผ่อำนาจไปดึง เพราะเหตุนั้น พระฎีกาจารย์จึงกล่าวว่า ความตายแผ่อำนาจไปถึง ด้วยอำนาจไปดึงตามสมควร ด้วยประการฉะนี้ ฯ 11AA! พ... ชาโต
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More