ข้อความต้นฉบับในหน้า
เราจึงจําเป็นต้องรู้จักเปลี่ยนรายการอาหารบ้างเช่น บริสุทธิ์กาย วาจา ใจต่อทุกคนอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เลือกที่รัก
วันนี้เป็นข้าว วันต่อไปเป็นเต้นหมี่บ้าง เป็นกวยจั๊บบ้าง
เป็นก๋วยเตี๋ยวบ้าง วันดีคืนดีก็เปลี่ยนเป็นขนมปังสักหน่อย
ถ้าอย่างนี้ คนกินจะรู้สึกไม่เซ็ง ไม่จำเจ ขนาดอาหารที่เรา
กินเข้าไปทุกวันก็ยังต้องมีกุศโลบาย คืออุบายที่เป็นกุศล
ปรับเปลี่ยนให้งานนั้นสำเร็จประโยชน์ได้ โดยไม่เก้อไม่เป็น
ไม่หนักแรงจนเกินไป
เด็กบางคน แม่เลี้ยงมาอยากจะให้แข็งแรงดี ให้
กินไข่ทุกวันๆ พอตื่นขึ้นมาเท่านั้นเด็กร้องไห้ก่อนเลย บอกว่า
แม่ วันนี้ไม่อยากกินไข่ นี่เป็นเพราะแม่ขาดกุศโลบาย พอ
แม่ไม่อยู่บ้านเมื่อไร เด็กทุบไข่ในบ้านทั้งหมด เพราะกินไข่
เสียจนเข็ด
เพราะฉะนั้น เรื่องของความเคารพก็เช่นกัน
เป้าหมายที่เราต้องการนั้น ขั้นต้นเลยคือให้นึกถึงพระคุณ
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถ้ายังเป็นเด็กนั้น เขายังนึกพระคุณพระสัมมาสัม
พุทธเจ้าไม่ออก แต่ถ้าให้นึกถึงประวัติของพระสัมมา
สัมพุทธเจ้า เขาพอจะนึกออกว่าพระองค์ลำบากลำบนมาก
กว่าจะเอาธรรมะมาให้เราได้ แล้วพอพระองค์ตรัสรู้ธรรมะ
มาได้แล้ว พระองค์ก็ลำบากลำบนไปเทศน์ไปสอนสารพัด
แม้แต่โจรที่ฆ่าคนมาเป็นร้อย พระองค์ก็ต้องไปโปรด หรือถ้า
เป็นฤๅษี ซีไพรอยู่ที่ไหน พระองค์ก็ต้องไปโปรด บางครั้ง
พระองค์รู้ว่าจะโดนฆ่า ก็ยังไป ถ้านึกถึงพุทธประวัติอย่างนี้
เด็กนึกถึงพระพุทธคุณออก นึกถึงด้วยความชื่นชม อยาก
จะเป็นผู้เสียสละ อยากเป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้มีความบริสุทธิ์
อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเด็กคิดอย่างนี้ก็ถือว่านี่เป็น
เคารพมากมายแล้วสำหรับเด็ก
เมื่อเด็กโตซันมาอีกนิด เราจะให้เขานึกถึงพระคุณ
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างไร คำสอนของพระองค์มีว่า
อย่างไร ว่าไป หลักธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้
เราก็ให้หัดนึกถึงพระองค์ในฐานะที่ว่า ตั้งแต่
พระองค์ตรัสรู้มา ธรรมะมีเท่าไร พระองค์ก็นำมาร้อยมาจัด
เป็นหมวดเป็นหมู่อย่างวิเศษเลย เพื่อเตรียมจะสอนลูกศิษย์
ลูกหาตั้งแต่ตรัสรู้แล้วก็ช่วยสั่งสอนชาวโลกชาวบ้านชาวเมือง
ไม่หยุดไม่หย่อนเลย พระองค์เสด็จไปสอนที่นั้นก็สอนว่า
อย่างนั้น เสด็จไปสอนที่นี่ก็สอนว่าอย่างนี้ พระองค์มีความ
มักที่ชังใดๆ ทั้งสิ้น พระองค์เป็นนักฟิกคนที่ไม่มีใครเทียบ
เสมอได้ เป็นผู้ปราบกิเลสหมดได้คนแรกในโลก ใครๆ ก็รู้
พระองค์ไม่ได้เลย เราฟิกให้เด็กเขานึกถึงพระองค์ในทำนอง
นี้ ทั้งเห็นเป็นพฤติกรรมและหลักธรรมระคนควบคู่กันไป ซึ่ง
แน่นอนผู้ใหญ่ก็จะต้องลงมือศึกษาธรรมะให้เข้าใจด้วย เพื่อ
จะได้ใช้ประคับประคองการคิดอ่านของลูกหลานไปด้วย
คราวนี้ พอเด็กมีพื้นฐานเรื่องความเคารพใน
พระพุทธคุณมากเช้า เขาจะซึมซับเอาธรรมะเข้าไปในใจ
โดยอัดโนมติ แต้วเด็กจะมีนิสัยจับแง่คิดดีๆ เป็น เพราะฉะนั้น
เมื่อใครมีความดีเท่าไร พ่อแม่มีความดีเท่าไร ลุงป้าน้าอามี
ความดีเท่าไร เด็กจะเริ่มจับแง่ติดเป็น
เมื่อเขาโตมาถึงระดับหนึ่ง ได้รับการปลูกฝังมา
อย่างต่อเนื่องจากพ่อแม่ ครั้งใดที่ขี้เกียจจะสวดมนต์ ขี้เกียจ
นั้งสมาธิ แม้ที่สุดจะทําความชั่วอยู่แล้ว แต่ก็จะมีความรู้สึก
ว่าเหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยืนอยู่ต่อหน้า เลยไม่ทำ
ไม่เอาแล้ว หันหลังกลับ นี่ก็เป็นกุศโลบายที่ปู่ย่าตาทวดทำ
กันมา เพื่อให้ลูกหลานเป็นคนดี
แต่กว่าจะไปเป็นอย่างนี้ได้ พ่อแม่ต้องอบรมพื้นฐาน
มาให้เขาได้ดีระดับหนึ่ง แล้วเขาก็มาอบรมเคี่ยวเข็ญคัวเอง
ซึ่งคราวนี้เขาจะต้องเป็นคนอบรมตัวเองตลอดทั้งชาติ
ยกตัวอย่างที่วัดพระธรรมกายของเราก็ใช้กุศโลบาย
ในการฝึกความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เช่นกัน เช่น ในเวลาที่พระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกาจะกินข้าว
เราก็ยังอุตส่าห์มีบทพัก โดยให้นักเอาข้าวที่ตั้งอยู่ตรงหน้า
มาบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแทนดอกไม้ธูปเทียน เรียกว่า
บูชาข้าวพระ ซึ่งเป็นการเอาข้าวมาเป็นนิมิตในการทำสมาธิ
ด้วย จากนั้นนึกอธิษฐานกลั่นใจให้ใสเป็นแก้ว พอใจใส่แล้ว
ค่อยลงมือกินข้าว
หรือว่าตื่นเช้าซ้นมาตีสี่ครึ่ง เก็บที่หลับที่นอน
เรียบร้อยแล้ว ดีห้าก็ให้มาพร้อมกันสวดมนต์ทำวัตรเช้า สวด
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา ฯ กันไป ขอให้ได้เอ่ยชื่อ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันก่อน แล้วสบายใจ อันนี้ก็เป็น
กุศโลบาย
หรือพระที่ห้อยคออยู่นี่ แทนที่จะเอาโน่นๆ นี่ๆ
มาห้อยคอ เราก็ไม่เอาแล้ว เราไปเอารูปพ่อมาแขวนคอ