ข้อความต้นฉบับในหน้า
ปราสาทตาพรหม โดยได้ระบุไว้ว่า
วิหารแห่งนี้มีหมู่บ้านอยู่ในสังกัดถึง
๕,๓๒๔ หมู่บ้าน มีราษฎรที่ต้องเสีย
ภาษีอากรให้แก่วัดประมาณ ๗๗,๘๔๐
คน และในการประกอบพิธีการทาง
ศาสนาของวิหารจะมีกำลังผู้คนถึง
๓๐๖,๓๗๒ คน จาก ๑๓,๕๐๐ หมู่บ้าน
ในจารึกได้ระบุว่าที่นี่มีรูป
แกะสลักเป็นเทพเจ้าต่างๆ รวม ๔๓๐
องค์ และยังบอกด้วยว่าในอาณาจักร
ขอมโบราณมีรูปเทพเจ้าหล่อด้วย
ทองคำ เงิน ลัมฤทธิ์ และรูปแกะสลัก
ด้วยหินอยู่ทั่วประเทศ ถึง ๒๐,๐๐๐ องค์
สําหรับรูปสลักที่สําคัญของ
วิหารแห่งนี้ก็คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร “ชยวรเมศวร”
ซึ่งเป็นรูปฉลองพระองค์พระราชบิดาคือพระเจ้าธรณินทร
วรมันที่ ๒ คู่กับรูปนางปรัชญาปรมิตาที่ปราสาทตาพรหม
มีนักวิชาการและนักโบราณคดีบางท่านได้วิเคราะห์ให้
เห็นว่าปราสาทสามหลัง ได้แก่ ปราสาทตาพรหม
ปราสาทบายน และปราสาทพระขรรค์นั้นมีความสัมพันธ์
กันในลักษณะไตรภาคีแห่งปรัชญาพุทธมหายาน คือการ
ผสมผสานกันระหว่างปัญญากับเมตตากรุณา ทำให้เกิด
การตรัสรู้ (พุทธะ) โดยเห็นว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรง
สร้างปราสาทตาพรหม อุทิศถวายแด่พระราชมารดาอันมี
นางปรัชญาปรมิตาเป็นเครื่องหมายแห่งปัญญา ทรงสร้าง
ปราสาทพระขรรค์ อุทิศถวายแด่พระราชบิดาอันมีพระ
โพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นเครื่องหมายแห่งความเมตตา
กรุณา คู่กับปัญญา เพราะฉะนั้นปราสาทบายนที่ทรงสร้าง
ขึ้นจึงเป็นอื่นใดไปมิได้นอกจากเครื่องหมายแห่งการตรัสรู้
(พุทธะ) คือพระองค์เอง ซึ่งดูเหมือนว่าพระเจ้าชัยวรมันที่
๗ จะทรงถือพระองค์เป็นประดุจพระพุทธเจ้าที่ยังทรง
พระชนม์อยู่เลยทีเดียว
ปราสาทพระขรรค (^3/า ^เก3ก)
นอกจากนั้นในจารึกยังระบุไว้ด้วยว่าได้ทรงสร้าง
พระพุทธรูป “ชัยพุทธมหานาถ” จำนวน ๒๓ องค์ อุทิศ
ถวายไปประดิษฐานยังศาสนสถานตามเมืองต่างๆ เช่น
ลพบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และเมืองสิงห์ เป็นต้น
ปราสาทพระขรรค์ในปัจจุบันมีสภาพไม่แตกต่าง
ไปจากปราสาทตาพรหมเท่าใดนัก คงจะต้องมีการบูรณะ
กันอีกมาก และที่เห็นได้ชัดคือร่องรอยของการถูกทุบ
ทำลายโดยความจงใจ คือส่วนใดที่เป็นรูปจำหลักทาง
พระพุทธศาสนาจะถูกทำลายไปเหลือไว้แต่ส่วนที่เป็นรูป
นางอัปสรและเทพเจ้าอื่นๆ เท่านั้น นี่คือผลพวงของความ
บ้าคลั่งทางศาสนาซึ่งมีมาตลอดทุกยุคทุกสมัย เป็นความ
ใจแคบของคนบางกลุ่มในการนับถือศาสนา ที่ชอบทำลาย
รูปเคารพของศาสนาอื่นที่มิใช่ของตัว จะเห็นว่าหัวเชื้อของ
พวกตาลิบันนั้นมีมาตั้งยุคโน้นแล้ว
จากด้านหน้าปราสาทเดินผ่านแต่ละช่องประตู
เข้าไป จะสังเกตเห็นว่าประตูชั้นในๆ จะค่อยๆ เล็กลงจน
ต้องย่อตัวเข้าไปกว่าจะถึงตรงศูนย์กลางอันเป็นที่ตั้งของ
เจดีย์ขนาดย่อมซึ่งเชื่อว่าเป็นที่บรรจุพระอัฐิของพระเจ้า
กัลยาณมิตร ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
๗๕