ข้อความต้นฉบับในหน้า
23
จีวรเครื่องนุ่งห่มเปียกชุ่มผุเปื่อย พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงทราบถึงความลำบากของพระภิกษุชาวปาไฐยรัฐ จึงมี
พระพุทธานุญาตให้รับผ้าที่ชาวบ้านถวายเพื่อผลัดเปลี่ยนได้
ประเพณีทอดกฐินหลังออกพรรษาแล้ว ได้สืบทอดกันมา
ถึงทุกวันนี้นับเป็นมหาทานอันเกิดจากพุทธประสงค์โดยแท้
มหากฐินทานนี้ เป็นทานที่พิเศษกว่าการทำทาน
อื่นๆ เพราะถูกจำกัดด้วย
เวลาเรียกว่า “กาลทาน" คือ
ต้องถวายในช่วงเวลา ๑
เดือน หลังจากวันออก-
พรรษา นับตั้งแต่วันแรม ๑
ค่ำ เดือน ถึงวันขึ้น
๑๑
๑๕
ค่ำ เดือน ๑๒ ซึ่งแต่ละวัด
กระทำ พิธีทอดกฐินได้เพียง
ปีละ ๑ ครั้งเท่านั้น อีกทั้ง
พระภิกษุผู้มีสา รับผ้ากฐิน
ได้ต้องจำพรรษาอยู่ที่นั้นครบ ๓ เดือน โดยไม่ขาดพรรษา
และต้องมีพระภิกษุจำนวน ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป จึงจะ
กระทำพิธีได้ การถวายผ้ากฐินก็มิได้จำเพาะเจาะจงพระ
ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จัดเป็นสังฆทาน ถือว่าได้บุญมหาศาล
ทางฝ่ายพระสงฆ์เองเมื่อรับผ้ากฐินแล้วต้องทำพิธี
“กรานกฐิน” ให้เสร็จภายในวันเดียวกันนั้น
มหากฐินทานนี้ มีอานิสงส์มาก เกินจักนับ
กัลยา แปลง ตุลาคม พ.ศ. ๒!::®
ประมาณได้ ทำให้เป็นผู้มีความมั่งคั่งมั่นคงในโภคทรัพย์
มีจิตใจผ่องใสบริสุทธิ์เข้าถึงธรรมโดยง่าย ย่อมเป็นผู้มี
เครื่องนุ่งห่มอันประณีตบริสุทธิ์ ไม่ขาดแคลนเลย ไปทุกภพ
ทุกชาติ สร้างความสมานฉันท์ ร่วมแรงร่วมใจของคนใน
ชาติส่งผลให้แผ่นดินมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคงอุดมสมบูรณ์
ปราศจากภัยภิบัติร้ายแรง จึงได้เรียกว่ากฐินสามัคคี คือ
มหาทานที่เกิดจากการ
บริจาคทรัพย์ร่วมกันของ
E
คนท้งแผ่นดิน
แม้แต่พระมหา
กษัตริย์ผู้ทรงเป็นองค์พระ
ประมุขของชาติ ก็ยังทรง
ให้ความเคารพในมหากฐิน-
ทานอย่างยิ่ง จนสืบทอด
เป็นพระราชประเพณีว่า
องค์พระมหากษัตริย์หรือ
พระบรมวงศานุวงศ์ซึ่งเป็นผู้แทนพระองค์ จะเสด็จ
พระราชดำเนินไปพระราชทานผ้าพระกฐินด้วยพระองค์เอง
แด่พระภิกษุที่จำพรรษา ณ พระอารามหลวง บางครั้งก็เสด็จ
พระราชดำเนินด้วยกระบวนพยุหยาตราอย่างยิ่งใหญ่
เช่นในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๗๒ พรรษา
พระองค์ทรงสร้างมหาทานบารมี เสด็จพระราชดำเนินไป