ข้อความต้นฉบับในหน้า
คุณชายคึกฤทธิ์ ท่านเล่าไว้
ว่า
“คนที่ไปเฝ้าฯ ในหลวง
เพื่ออนุโมทนาในวันทรง
ผนวชนั้น หากว่ามีทางแยก
ตัวมาเฝ้าฯ ได้ทีละคนจะ
ปรากฏว่า ทุกคนมีความประ
พฤติอันไม่มีทางจะตำหนิได้
เลย
แต่เมื่อรวมกันเป็นหมู่มาก
เช่นนั้น แรงความจงรักภักดี
แรงศรัทธา แรงความปีติอิ่มใจ
ก็กลายเป็นพลังที่ไม่มีใครสา
มารถกั้นกางได้
คนเป็นจำนวนแสนนั้นคุม
ยากอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าแต่ละคน
จะมีวัฒนธรรมอย่างสูง แต่
เมื่อรวมกันเป็นแสน ๆ แล้วก็ย่อม
จะมีจิตใจของหมู่ชนเกิดขึ้นต่าง
หาก
ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของ
พลังอันใหญ่หลวงที่มีอยู่ในองค์
พระมหากษัตริย์ไทย แยกกัน
ทั่ว ๆ ไปว่า พระบรมเดชานุ
ภาพก็มี กฤษดาภินิหารก็มี
เหตุการณ์ทั้งหมดในวัน
นั้นเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่
ประจักษ์ขึ้น มูลแห่งปรากฏการณ์
นั้นมีอยู่ตลอดมา
แต่เมื่อยังไม่มีเหตุให้ปรา
กฏออกมาก็ยังไม่มีใครเห็น จะ
ตำหนิผู้ใดไม่ได้ทั้งสิ้น โดย
เฉพาะเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายควรได้
รับความเห็นใจอย่างยิ่ง เพราะ
เหลือวิสัยปุถุชนจริง ๆ เอาตำรวจ
ไปตั้งแถวกั้นคลื่นในพระมหา
สมุทรไว้มิได้ฉันใด วันนั้นก็เป็น
เช่นนั้น
นายตำรวจท่านหนึ่งลง
ทุนสละร่างกายสังขารถวายออก
วิ่งนำหน้ารถพระที่นั่งตั้งแต่
ใกล้ ๆ ผ่านฟ้าถึงวัดบวรฯ
พอออกปากถามว่า
“เป็นอย่างไร” ก็พูดไม่ออกเลย
อีกตั้งนานจึงเป็นภาษาคน
ได้ความว่า “ใช้เทคนิคทหาร
พระราม” คือตีนถีบปากกัด
มาตลอดทาง มิฉะนั้นรถพระที่
นั่งอาจติดอยู่ตลอดรุ่งก็ได้”
กล
01:ITIOSITIF
เรียน คุณชายคึกฤทธิ์ ที่นับถือยิ่ง
ขอได้โปรดตอบปัญหาประจำวันของผมสักเล็ก
น้อย ว่าเหตุใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของ
เราโดยมากจึงไม่ใครอุปสมบท (ทรงผนวช) ให้
ครบพรรษา (ภายในเวลาก่อนเข้าพรรษ และตา
เพศหลังจากออกพรรษาแล้ว) เช่น 3.4 ก็ได้ทราบ
ว่าจะทรงเพศสมณะไม่ถึงเดือน เป็นเพราะเหตุใดร
"
โดยความนับถือ
จากผู้ที่กล่าวประโยคว่า อย่าละทิ้งประ
ชาชน เมื่อประมาณ ปีมาแล้ว ในขณะที่รถยนต์
พระที่นั่งผ่านวัดเบญจมบพิตร กำลังจะข้ามสะพานไปตาม
ถนนศรีอยุธยา ถ้าคุณชายอยากรู้ชื่อของผม ให้ไปตาม
พลอากาศเอกพระศิลปอัตราคม ราชองค์รักษ์ในเวลานั้น
ท่านจะบอกให้คุณชายทราบชื่อผมได้
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
ได้ชี้แจงกับผู้แทนหนังสือพิมพ์
ในสมัยนั้นถึงเรื่องการที่ต้องเดิน
นำหน้าพระภิกษุพระบาทสม
เด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า
“ผมต้องคอยระวังพระ
ของผมไว้ ประเดี๋ยวสีกาวิ่ง
พรวดพราดเข้ามา จะว่าอย่างไร”
ในคอลัมน์ “ปัญหาประ
จำวัน” หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
............................ตุลาคม
๒๔๙๙ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปรา
โมช ตอบจดหมายฉบับหนึ่งมี
ใจความที่ประทับใจ ในพระ
ราชประสงค์ที่ไม่ทรงละทิ้งประ
ชาชนไว้ดังนี้
ในพระบรมราชจักรีวงศ์ พระบาทสม
เด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑,๒, ๓, ๑,๖, และ 4
ได้ทรงผนวชครบหนึ่งพรรษา หรือเกินกว่านั้นยัง
สิ้น สำหรับรัชกาลที่ 4 ทรงผนวชกว่ายี่สิบพรรษา
รัชการที่ 9 เสด็จสวรรคตเสียก่อนทรงผนวช คงมี
แต่รัชกาลที่ ๕ และรัชกาลปัจจุบันเท่านั้นที่ทรง
ผนวชไม่ครบพรรษา เพราะทรงผนวช เมื่อเสด็จขึ้น
เสวยราชสมบัติแล้วทั้งสองพระองค์ เหตุที่ต้อง
ทรงและสมณเพศเร็วกว่าพระราชประสงค์และประ
เพณี กำหนดของคนทั่วไปนั้นคาด คนอื่นถามมาที
พอทำเนา แต่เมื่อคุณเป็นคนร้องกราบบังคมทูลว่า
อาละทั้งประชาชน” แล้วก็ไม่น่าจะถามเลย
เพราะค่าที่คุณ ร้อง กราบบังคมทูล นั้นเป็นเหตุอัน
เดียวโดยแท้ การที่พระเจ้าอยู่หัวต้องทรงลาผนวช
เร็วกว่าคนสามัญเพราะไม่มีพระราชประสงค์ที่จะ
ละทิ้งประชาชนไว้นานเกินไป จำต้องทรงเสียสละ
พระราชกุศลอันยิ่งใหญ่ก็เพราะเหตุนี้
Anport. Usted
อาจารย์ฟุ้ง ศรีวิจารณ์ ต.ช.,ป.ม
อธิบดีกรมการศาสนาในสมัย
ทรงผนวช ๒๔๙๙
“เรื่องที่จะทรงผนวชนี้นั้น
น่ะ เกิดจากสมเด็จพระสังฆราช
วัดบวรฯ ท่านประชวรที่โรง
พยาบาลจุฬาลงกรณ์ก่อน ประทับ
อยู่ที่ตึกสามัคคีพยาบาล พระ
วัดบวรฯ ก็ไปเฝ้าไข้กัน ตอน
นั้นก็มีพระมหาบุญธรรม พระ
มหาวิชมัยคอยเฝ้าอยู่ ผมตอน
นั้นเป็นอธิบดีกรมการศาสนา
ผมก็ต้องไปเฝ้าอยู่ด้วยทุกคืน
ตอนประชวรนั้นน่ะรับสั่ง
อยู่เรื่องเดียวว่า “จะตายก็ไม่
ว่าเรา! แต่เป็นห่วงในหลวง
เพราะในหลวงยังไม่ได้ผนวช”
ในพระราชพิธีทรงผนวช
ผมก็มีหน้าที่นิมนต์ พระอุปัชฌาย์
พระคู่สวดและพระอันดับนั่ง
หัตถบาสเข้าร่วมในพระราชพิธี
เป็นพระมหานิกายครึ่งหนึ่ง พระ
ธรรมยุติครึ่งหนึ่งตามพระราช
ประเพณี
การทรงผนวชคราวนี้ก็
มีความสำคัญที่ว่า พระเจ้า
แผ่นดิน พระผู้เป็นเอกอัคร
ศาสนูปถัมภก ได้ทรงผนวช
นั้นสำคัญมาก
เวลาที่พระองค์จะทรง
ผนวช พระอุปัชฌาย์ คือ สม
เด็จพระวชิรญาณวงศ์ ทรง
ประชวรเป็นไข้ ไข้ขึ้นตั้ง ๑๐๒ ฟ
ทีนี้ผมก็วิ่งออกจากวัดพระแก้ว
ออกทางหลังวัดไปยังสำนัก
พระราชวัง โทรศัพท์ไปหาพระ
มหาบุญธรรม เลขานุการใน
สมเด็จพระสังฆราชถามว่า “จะ
เสด็จได้ไหม” ท่านก็บอกว่า “ยัง
ไม่แน่” ถามว่า “ปรอทเท่าไหร่”
ตอบมาว่า “ลงมา ๑๐๐ ฟ
แล้ว”
พอกลับไปที่พระอุโบสถ
เจ้านายข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่
ธันวาคม ๒๔๓๐
Kalyanamitra.org