ข้อความต้นฉบับในหน้า
ด้วยหอกด้วยดาบล่ะ ปุณณะ”
“ข้าพระองค์ก็จะคิดว่า มันก็เป็นการดี
เหมือนกัน พระเจ้าข้า”
“ดีอย่างไร ปุณณะ”
“ก็คนบางพวกที่คิดอยากตาย ยังต้อง
เสียเวลาเที่ยวแสวงหาศัตราวุธมาฆ่าตัวเอง
แต่ข้าพระองค์ มีโชคดีกว่าคนพวกนั้น ไม่
ต้องเสียเวลาไปเที่ยวหาศัตราวุธอย่างเขา”
ร้อยหลายพันเท่า ท่านจึงไม่ลุกหนี ตั้งใจทำ
สมาธิต่อไป จนในที่สุดได้บรรลุธรรมเป็นพระ
อรหันต์
พวกเราก็มีข้อคิดเตือนใจอยู่ว่า
“ที่อ้างร้อนนัก หนาวนัก ขี้เกียจภาวนา
ระวัง จะไปร้อนหมกไหม้ในอเวจี หนาว
เสียดกระดูกในโลกันตร์
“ดีมาก ปุณณะ เธอคิดได้ดีมาก เป็น อานิสงส์การมีความ
อันตกลง เราอนุญาตให้เธอไปพำนักทำความ
เพียร ที่ตำบลสุนาปรันตะได้”
พระปุณณะกลับไปเมืองสุนาปรันตะแล้ว
อดทน
ทำความเพียร ในไม่ช้าใจก็หยุดนิ่ง เข้าถึง ได้
พระธรรมกายไปตามลำดับ จนได้สำเร็จเป็น
พระอรหันต์
นี่คือเรื่องของพระปุณณะ นักอดทนตัว
อย่าง ซึ่งอดทนได้โดยวิธีเชิดอารมณ์ที่มา
กระทบนั้นให้สูงขึ้น
๓. ต้องฝึกสมาธิมาก ๆ เพราะทั้ง
ๆ
ขันติและสมาธิเป็นคุณธรรมที่เกื้อหนุนกัน
ขันติจะหนักแน่นก็ต้องมีสมาธิมารองรับ
สมาธิจะก้าวหน้าก็ต้องมีขันติเป็นพื้นฐาน
ขันติอุปมาเหมือนมือซ้าย สมาธิอุปมาเหมือน
มือขวา จะล้างมือ มือทั้งสองข้างจะต้องช่วย
กันล้าง จึงจะสะอาดดี
มีตัวอย่างของผู้มีความอดทนเป็นเลิศ
อีกท่านหนึ่ง คือ พระโสมสนาคเถระ
พระโสมสนาคเถระ เป็นพระที่ทำสมาธิ
จนสามารถระลึกชาติได้แต่ยังไม่หมดกิเลส
วันหนึ่งท่านนั่งสมาธิอยู่กลางแจ้ง พอถึงตอน
เที่ยงแดดส่อง เหงื่อไหลท่วมตัวท่าน พวกลูก
ศิษย์จึงเรียนท่านว่า
“ท่านขอรับ นิมนต์ท่านนั่งในที่ร่มเถิด
อากาศเย็นดี"
พระเถระกล่าวตอบว่า
“คุณ ฉันนั่งในที่นี้ เพราะกลัวต่อความ
ร้อนนั่นเอง”
แล้วนั่งพิจารณาอเวจีมหานรกเรื่อยไป
เพราะเคยได้ตกนรกมาหลายชาติ เห็น
ว่าความร้อนในอเวจีที่เคยตก ร้อนกว่านี้หลาย
๑. ทำให้กุศลธรรมทุกชนิดเจริญขึ้น
๒. ทำให้เป็นคนมีเสน่ห์ เป็นที่รักของ
คนทงหลาย
๓. ทำให้ตัดรากเหง้าแห่งความชั่วทั้ง
หลายได้
C.
- ทำให้อยู่เย็นเป็นสุข ทุกอิริยาบถ
๕. ชื่อว่าได้เครื่องประดับอันประเสริฐ
ของนักปราชญ์
ง่าย
5. ทำให้ศีลและสมาธิตั้งมั่น
๗. ทำให้ได้พรหมวิหารโดยง่าย
ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานโดย
“บุคคลอดทนต่อคำของผู้สูงกว่า
ได้ เพราะความกลัว อดทนถ้อยคำของผู้
เสมอกันได้ เพราะเหตุแห่งความแข่งดี
ส่วนผู้ใดในโลกนี้ อดทนต่อคำของคน
เลวกว่าได้ สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวว่า
ความอดทนนั้นสูงสุด"
(พุทธพจน์)
ธันวาคม ๒๕๓๐
๘๕
Kalyanamitra.org