ข้อความต้นฉบับในหน้า
แล้วไม่ทํางาน
๒. อดทนต่อทุกขเวทนา เป็นการ
อดทนต่อการเจ็บไข้ได้ป่วย ความไม่สบาย
กายของเราเอง ความปวด ความเมื่อย ผู้ที่
ขาดความอดทนประเภทนี้ เวลาเจ็บป่วย จะ
ร้องครวญคราง พร่ำเพ้อรำพัน หงุดหงิด ฉุน
เฉียวง่าย ผู้รักษาพยาบาลทำอะไรไม่ทันใจ
หรือไม่ถูกใจ ก็โกรธง่าย พวกนี้จึงต้องป่วย
เป็น ๒ เท่า คือ นอกจากจะป่วยกายที่เป็นอยู่
แล้ว ยังต้องป่วยใจแถมเข้าไปด้วย ทำตัวเป็น
ที่น่าเบื่อหน่ายแก่ชนทั้งหลาย
๓. อดทนต่อความเจ็บใจ เป็นการ
อดทนต่อความโกรธ ความไม่พอใจ ความ
ขัดใจ อันเกิดจากคำพูดที่ไม่ชอบใจ กิริยา
มารยาทที่ไม่งาม การบีบคั้นทั้งจากผู้บังคับ
บัญชาและลูกน้อง ความอยุติธรรมต่าง ๆ ใน
สังคม ระบบงานต่าง ๆ ที่ไม่คล่องตัว ฯลฯ
คนทั้งหลายในโลก แตกต่างกันมาก
โดยอัธยาศัยใจคอ โอกาสที่จะได้อย่างใจเรา
นั้นอย่าพึงคิด เพราะฉะนั้น เมื่อเริ่มเข้าหมู่
คนหรือมีคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป ให้
เตรียมขันติไว้คอยต่อต้านความเจ็บใจ
๔. อดทนต่ออำนาจกิเลส เป็นการ
อดทนต่ออารมณ์อันน่าใคร่ น่าเพลิดเพลิน
ใจ อดทนต่อสิ่งที่เราอยากทำ แต่ไม่สมควร
ทำ เช่น อดทนไม่เที่ยวเตร่ ไม่เล่นการ
พนัน ไม่เสพสิ่งเสพติด ไม่รับสินบน ไม่คอร์
รัปชั่น ไม่ผิดลูกเมียเขา ไม่เห่อยศ ไม่บ้าอำ
นาจ ไม่ขี้โอ่ ไม่ขี้อวด เป็นต้น
การอดทนข้อนี้ทำได้ยากที่สุด โบราณ
เปรียบไว้ว่า
“เขาด่าแล้วไม่โกรธ ว่ายากแล้ว
เขาชมแล้วไม่ยิ้ม ยากยิ่งกว่า”
วิธีฝึกให้มีความอดทน
๑. ต้องคำนึงถึงหิริโอตตัปปะให้มาก
เมื่อมีความละอายและเกรงกลัวต่อบาปอย่าง
เต็มที่ ความอดทนย่อมจะเกิดขึ้น ดังตัวอย่าง
ในเรื่องของ พระเตมีย์ใบ้
๘๔
เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรง
บำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ มีอยู่ชาติ
หนึ่ง พระองค์เกิดเป็นโอรสกษัตริย์นามว่า
พระเตมีย์ ขณะมีพระชนมายุได้ ๖-๗ ชันษา
ได้เห็นพระราชบิดาสั่งประหารโจรโดยใช้
ไฟคลอกให้ตาย ด้วยบุญบารมีที่ทำมาดี
แล้ว ทำให้พระเตมีย์ระลึกชาติได้ว่า ภพใน
อดีตพระองค์ก็เคยเป็นกษัตริย์ และก็เคยสั่งประ
หารโจร ทำให้ต้องตกนรกอยู่ช้านาน จึงคิด
ว่า ถ้าชาตินี้เราต้องเป็นกษัตริย์อีก ก็ต้องฆ่า
โจรอีก แล้วก็จะตกนรกอีก
ตั้งแต่วันนั้นมา พระเตมีย์จึงแกล้งทำ
เป็นใบ้ ทำเป็นอ่อนเปลี้ยเสียขา ไม่ขยับเขยื้อน
ร่างกาย พระราชบิดาจะเอาขนมเอาของเล่น
มาล่อ ก็ไม่สนใจ จะเอามดมาไต่ ไรมากัด
เอาไฟมาเผารอบตัวให้ร้อน เอาช้างมาทำท่า
จะแทง ก็เฉย ครั้นถึงวัยหนุ่ม จะเอาสาว ๆ
สวย ๆ มาล่อ ก็เฉย เพราะคำนึงถึงภัยในนรก
หิริโอตตัปปะเกิดขึ้นเต็มที่ จึงมีความอดทนอยู่
ได้
นานวันเข้าพระราชบิดาเห็นว่า ถ้า
เอาพระเตมีย์ไว้ก็จะเป็นกาลกิณีแก่บ้าน
เมือง จึงสั่งให้คนนำไปประหารเสียนอกเมือง
เมื่อออกมาพ้นเมืองแล้ว พระเตมีย์ก็แสดงตัว
ว่าไม่ได้พิการแต่อย่างใด มีพละกำลังสมบูรณ์
พร้อม แล้วก็ออกบวช ต่อมาพระราชบิดา
ญาติพี่น้อง ประชาชนก็ได้ออกบวชตาม
ไปด้วย และได้สำเร็จฌานสมาบัติกันเป็น
จํานวนมาก
๒.
ต้องรู้จักเชิดอารมณ์ที่มากระ
ทบนั้นให้สูงขึ้น คือ นึกเสียว่า ที่เขาทำแก่
เราอย่างนั้นน่ะดีแล้ว เช่น เขาด่า ก็นึกเสียว่า
ดีกว่าเขาตี เขาตี ก็นึกเสียว่าดีกว่าเขาฆ่า เมีย
ที่มีชู้ยังดีกว่าเมียที่ฆ่าผัว ผัวมีเมียน้อยก็
ยังดีกว่าตัวที่ฆ่าเมียเพราะเห็นแก่หญิงอื่น
ถ้าเปรียบกับการชกมวย การสู้แบบนี้ก็คือ
การหลบหมัดของคู่ต่อสู้ โดยวิธีหมอบลงต่ำ
ให้หมัดเขาคร่อมหัวเราไปเสีย เราไม่เจ็บตัว
ตัวอย่างในเรื่องนี้ ดูได้จาก พระปุณณะ
เถระ
พระปุณณะเดิมเป็นชาวสุนาปรันตะ
ไปค้าขายที่เมืองสาวัตถี ได้ฟังเทศน์จาก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดความเลื่อมใสศรัทธา
จึงออกบวช
ครั้นบวชแล้วการทำสมาธิภาวนาไม่ได้
ผล เพราะไม่คุ้นกับสถานที่ ท่านคิดว่าภูมิ
อากาศที่บ้านเดิมของท่านเหมาะกับตัวท่าน
มากกว่า จึงทูลลาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า รับสั่งถามว่า
“เธอแน่ใจหรือ ปุณณะ, คนชาวสุนา
ปรันตะนั้นดุร้ายมากนัก ทั้งหยาบคายด้วย
เธอจะทนไหวหรือ”
“ไหวพระเจ้าข้า”
“นี่ปุณณะ, ถ้าคนพวกนั้นเขาด่าเธอ
เธอจะมีอุบายอย่างไร”
“ข้าพเจ้าก็จะคิดว่า ถึงเขาจะด่า ก็ยัง
ดีกว่าเขาตบต่อยด้วยมือพระเจ้าข้า”
“ถ้าเผื่อเขาต่อยเอาล่ะ ปุณณะ”
“ก็ยังดีพระเจ้าข้า ดีกว่าเขาเอาก้อนดิน
ขว้างเอา"
“ก็ถ้าเขาเอาก้อนดินขว้างเอาล่ะ”
“ข้าพระองค์ก็จะคิดว่า ก็ยังดีพระเจ้าข้า
ดีกว่าเขาเอาไม้ตะพดที่เอา”
“เออ ถ้าเผื่อเขาหวดด้วยตะพดล่ะ”
“ก็ยังดีพระเจ้าข้า ดีกว่าถูกเขาแทงหรือ
ฟันด้วยหอกดาบ"
“เอาล่ะ ถ้าเผื่อคนพวกนั้นเขาจะฆ่าเธอ
ธันวาคม ๒๕๐๐
Kalyanamitra.org