นายเดวิส สตีลและการเลือกตั้ง วารสารกัลยาณมิตร ปี 2532 ฉบับที่ 6 หน้า 58
หน้าที่ 58 / 120

สรุปเนื้อหา

หลังจากวันที่อาตมาได้พบกับนาย เดวิส สตีล ไม่นานเท่าไรนัก รัฐบาลอังกฤษ ก็ประกาศให้มีการยุบสภาและจัดให้มีการ เลือกตั้งทั่วไปขึ้น การเลือกตั้งครั้งนั้นผลปรากฏ ว่า พรรครัฐบาลได้รับเสียงสนับสนุนอย่างมาก จากประชาชน และกลับเข้าไปมีอำนาจจัดตั้ง รัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง ส่วนพรรคซึ่งพ่ายแพ้ อย่างย่อยยับมากที่สุดนั้น ก็คือพรรคเสรีนิยม พร้อมกับพรรคร่วมของตนคือ พรรค S.D.P. หรือ Social Damocrat Party เพราะจำนวน ผู้แทนในสภานั้นมีลดน้อยถอยลงไปมากกว่า เดิมที่เคยมีอยู่ และเพื่อรักษามารยาททาง ด้านการเมือง นายเดวิส สตีล ก็ได้ลาออกจาก ผู้นำพรรคไปเป็นผู้สนับสนุนในด้านอื่น ครั้งหนึ่ง เพื่อนชาวอินเดียของเขาเล่าให้ อาตมาฟังว่า เคยมีหมอดูคนหนึ่งทำนาย อนาคตนายเดวิส สตีล ว่าสักวันหนึ่งเขาจะ ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง

หัวข้อประเด็น

- นายเดวิส สตีลและการเลือกตั้ง

ข้อความต้นฉบับในหน้า

หลังจากวันที่อาตมาได้พบกับนาย เดวิส สตีล ไม่นานเท่าไรนัก รัฐบาลอังกฤษ ก็ประกาศให้มีการยุบสภาและจัดให้มีการ เลือกตั้งทั่วไปขึ้น การเลือกตั้งครั้งนั้นผลปรากฏ ว่า พรรครัฐบาลได้รับเสียงสนับสนุนอย่างมาก จากประชาชน และกลับเข้าไปมีอำนาจจัดตั้ง รัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง ส่วนพรรคซึ่งพ่ายแพ้ อย่างย่อยยับมากที่สุดนั้น ก็คือพรรคเสรีนิยม พร้อมกับพรรคร่วมของตนคือ พรรค S.D.P. หรือ Social Damocrat Party เพราะจำนวน ผู้แทนในสภานั้นมีลดน้อยถอยลงไปมากกว่า เดิมที่เคยมีอยู่ และเพื่อรักษามารยาททาง ด้านการเมือง นายเดวิส สตีล ก็ได้ลาออกจาก ผู้นำพรรคไปเป็นผู้สนับสนุนในด้านอื่น ครั้งหนึ่ง เพื่อนชาวอินเดียของเขาเล่าให้ อาตมาฟังว่า เคยมีหมอดูคนหนึ่งทำนาย อนาคตนายเดวิส สตีล ว่าสักวันหนึ่งเขาจะ ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของ อังกฤษ แต่อย่างไรก็ตามคงต้องใช้เวลาอีก นานมากทีเดียว กว่าที่นักการเมืองผู้มีอุดม การณ์และมีมารยาทที่ดีคนนี้จะประสบความ สำเร็จอย่างที่เคยมีผู้ทำนายไว้ ความผันผวนของชีวิตคนนั้น อาตมา ได้มาพบเห็นเข้าในขณะที่อยู่ในอังกฤษนี้พอดี เป็นเหตุการณ์ซึ่งเกิดใกล้เคียงกับที่อาตมา ได้มารู้จักกับนายเดวิส สตีล วันหนึ่งเมื่อ อาตมากำลังดูหนังสืออยู่ที่ห้องสมุดบอดเลียน (Bodlian) ชายอังกฤษรูปร่างสูงใหญ่คน หนึ่ง อายุประมาณกลางคนได้เข้ามาแนะนำตัว กับอาตมาว่า เขาชื่อ ไมเคิล แอรีส ในอดีต เคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาและวัฒนธรรม ทิเบตในมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด แล้วเพิ่ง กลับเข้ามาที่เมืองนี้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ ด้วยคำว่า “ภันเต” ซึ่งแปลว่า “ท่านผู้เจริญ” ในภาษาบาลีอยู่ทุกครั้ง เขาเล่าว่า เหตุที่เขา ได้มาพบอาตมาเพราะมีอาจารย์หลายคน ในมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดกับเพื่อนของเขา คนหนึ่งซึ่งทำงานอยู่กับวิทยุบีบีซี (BBC) เล่าเรื่องของอาตมาให้เขาฟัง ชายคนนี้ก็ได้ นิมนต์อาตมาให้ไปเยี่ยมที่บ้านเขาให้ได้ และ ไปรับภัตตาหาร และฉันเพลที่นั่นสักวันหนึ่ง เพื่อเป็นสิริมงคลกับครอบครัวของเขา อยู่มาวันหนึ่งก็ได้มีโอกาสเดินทาง ไปเยี่ยมที่บ้านของเขาตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญา เอาไว้ นายแอรีสนั้นมีภรรยาเป็นหญิงชาว พม่า มีลูก ๒ คน คนโตกำลังอยู่ในวัยรุ่น ส่วนคนรองนั้นอายุประมาณ ๗-๘ ขวบ หน้าตากำลังน่ารักน่าเอ็นดู และก็ดูจะเป็น ลูกที่แม่รักมากที่สุดเป็นพิเศษทีเดียว นางแอรีสนั้น มีชื่อนำว่า ซูว์ และ อายุค่อนข้างจะอ่อนกว่าสามีมากเลยทีเดียว ถ้าดูใบหน้าแล้ว ก็คงจะเป็นการยากที่จะคะเน อายุของสตรีผู้นี้ได้ อาจจะ ๒๐ ปี หรือ ๓๐ ปี ก็ได้ แต่ก็คงไม่เกิน ๔๐ ปี ถึงแม้จะเป็นผู้หญิง ตัวเล็ก ๆ แต่ซูว์ก็เป็นผู้หญิงที่มีอำนาจมาก ในครอบครัว เวลาที่นางเรียกลูกชายคนโต ให้มากราบพระนั้น ดูมีความเด็ดขาด ซึ่งไม่ เหมือนกับผู้หญิงธรรมดาทั่วไป สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาอาตมามากที่สุดก็คือ แววตาของสตรีชาวพม่าผู้นี้นั้น มีความแข็ง กร้าวอย่างผิดปกติคล้าย ๆ กับเด็กสักคนหนึ่ง ซึ่งเคยถูกตีจนเจ็บปวดอย่างมากที่สุด จน กระทั่งความเจ็บปวดนั้นฝังแน่นลึกอยู่ในจิตใจ ของตัวเอง คำพูดและกิริยามารยาทของเธอนั้น มีลักษณะที่แข็งแกร่งอยู่ภายในไม่เหมือน กิริยามารยาทของผู้หญิงธรรมดาเลย อะไร เดินทางท่องเที่ยวไปในหลายประเทศ เพื่อ สักอย่างหนึ่งบอกอาตมาว่า ผู้หญิงคนนี้มี ค้นคว้าเกี่ยวกับวัฒนธรรมตะวันออก ฝรั่งคนนี้เป็นคนที่มีความเลื่อมใสใน คุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งในตัว เรื่องของ ความเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาด ซึ่งไม่เหมือนคน พระรัตนตรัยอยู่แล้วเป็นทุน และเรียกอาตมา ทั่วไป และบางครั้งเธอจะแสดงความจริงจัง อย่างมากทีเดียวในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะ เรื่องที่เกี่ยวกับบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ซูว์นั้นตั้งใจอยู่อย่างหนึ่งว่า อยากจะให้ ลูกทั้ง ๒ คนมาสนใจพุทธศาสนา และเคยพา ลูกชายไปบวชอยู่ที่วัดไทยในกรุงลอนดอน ระยะหนึ่ง เป็นระยะที่สั้นมาก และก็อยากจะ ให้ลูกได้มานั่งสมาธิปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะ ลูกคนเล็ก เธอจึงได้นัดวันเวลาที่จะพาลูก คนเล็กมานั่งสมาธิกับอาตมาที่ที่พักในมหา วิทยาลัย และพอวันนั้นมาถึง อาตมาก็ได้ สอนสมาธิให้ทั้งแม่และลูก แล้วก็ได้คุยธรรมะ กันระยะหนึ่ง ซูว์มีความเลื่อมใสศรัทธา มากขึ้นในพระพุทธศาสนา เธอบอกว่าอยาก จะนำอาหารมาถวายพร้อมกับลูกชาย ซึ่งเธอ จะขี่จักรยานมาจากบ้าน โดยมีลูกชายนั่ง ซ้อนท้ายนำอาหารมาถวายแก่อาตมาถึงที่พัก เป็นอาหารพื้นเมืองของพม่า หลังจากถวาย เสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็ได้ขอศีลเป็นภาษาบาลี อาตมาก็ได้ให้ศีลไปตามประเพณี หลังจากนั้นอาตมาก็ได้ทราบจากนาย ไมเคิล แอรีส ผู้เป็นสามีว่า ซูว์จำเป็นจะต้อง เดินทางไปเยี่ยมคุณแม่ของเธอที่ป่วยอยู่ใน ประเทศพม่า และคุณแม่ของเธอนั้นต้องการ ที่จะเห็นหลานชายคนเล็กอย่างที่สุด เธออยาก เห็นหลานชายได้บวชเป็นเณร ซูว์จึงเดินทาง กลับไปสู่มาตุภูมิอย่างเร่งด่วน เพื่อไปดูแม่ที่ ป่วยเป็นอัมพาตอยู่พร้อมลูกคนเล็ก อาตมา มาทราบภายหลังว่า นางซูว์ แอรีส นั้นเป็น ลูกสาวของวีรบุรุษคนสำคัญของพม่าคือ อองซาน เป็นวีรบุรุษที่กู้ชาติพม่าให้พ้นจาก การยึดครองของประเทศอังกฤษ นามที่แท้จริง ของซูว์ก็คือ อองซาน ซูจี โดยเหตุผันผวน ทางด้านการเมืองของประเทศพม่า ทำให้เธอ ได้กลายมาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้าน คนสำคัญที่สุดของประเทศพม่าในขณะนี้ อ่านต่อฉบับหน้า ๕๖ ก ล ย า ณ ม ต ร
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More