ข้อความต้นฉบับในหน้า
๑๐๘
โลกียสุขทั้งปวงส่องแสงเรืองรองอยู่ด้วยปัญญา อาตมา
พักผ่อนอยู่ในสมาธิจิตขั้นนี้เป็นเวลานานพอสมควร
เบา
“ใช่แล้ว กันเอง” เด็กหนุ่มขี้กลัวตอบด้วยเสียงดัง
แล้วจึงเริ่มดับความคิดคำนึงของจิต เพื่อเข้าสู่สมาธิจิต แสดงความตื่นเต้นดีใจอย่างเห็นได้ชัด
ระดับสูงขึ้นไป แต่แล้วอาตมาก็จำต้องออกจากสมาธิจิต
ด้วยความระมัดระวัง เพราะรู้สึกคล้ายมีอะไรโถมเข้า
ทับกายและกอดรัดไว้แน่น เมื่อจิตออกมารับอารมณ์
ภายนอกด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ตามเดิมแล้วจึงพบ
ความจริงว่า เด็กหนุ่มกระเป๋ารถเมล์กำลังกอดอาตมา
ไว้ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว ส่งเสียงครางไม่เป็นภาษา
มนุษย์
“อะไรเกิดขึ้น?” อาตมาถามด้วยเสียงเป็นปกติ
“ผผผผผี” เขาลากเสียงตอบอาตมาด้วย
อาการขวัญหนีดีฝ่อ
“ไหน ผีอยู่ไหน?” อาตมาถาม เด็กหนุ่มไม่ตอบ
เพียงแต่ชี้มือไปข้างหน้า อาตมาเพ่งสายตาผ่าน
ความมืดสลัวไปตามมือของเขา ก็ได้พบกับภาพที่
ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้พบ ร่างของมนุษย์นั่งเฉยอยู่
ในความมืด ใต้ต้นไม้ตรงที่ศพของเด็กกระเป๋าอีก
คนหนึ่งนอนอยู่ ขณะที่เรากำลังจ้องดูอยู่นั่นเอง
ร่างนั้นก็ล้มหงายหลังลงไปอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับมี
เสียงร้องครางดังตามมา
“จะต้องมีอะไรผิดปกติแน่ ๆ” อาตมาพูดพลางขยับ
จะลุกขึ้นแต่ถูกเด็กหนุ่มกอดไว้แน่น
“ท่านอาจารย์จะทิ้งผมไปไหน” เขาพูดละล่ำละลัก
และกอดแน่นกระชับยิ่งขึ้น
“ปล่อยอาตมาเถอะ อาตมาจะไปดูให้รู้แน่ว่า
อะไรเป็นอะไร ไม่ต้องกลัว” เด็กหนุ่มคลายมือออก
แต่ยังกอดแขนไว้แน่นเดินตามอาตมาไป
อาตมานั่งลงข้างศพของเด็กหนุ่ม ก้มลงเพ่งดู
ใบหน้าของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก็ได้พบว่าเขากำลังนอนลืมตา
นิ่งอยู่ เมื่อเอามือคลำดูร่างของเขา ก็ได้พบกับสัมผัส
อันอบอุ่นแสดงว่าเขาฟื้นขึ้นมาแล้ว
“ฟื้นแล้ว” อาตมาเผลออุทานออกมาด้วยความ
ดีใจ ทำให้เด็กหนุ่มเพื่อนของเขาเกิดความกล้าขึ้นทันที
รีบปล่อยแขนอาตมานั่งลงข้าง ๆ เพื่อนที่ตนเข้าใจว่าเป็นผี
เอามือจับแขนเขาเขย่า แล้วถามว่า “ทอง ทอง แกยังไม่
ตายหรือนี่?”
“อ้ายหรือ?” เพื่อนของเขาพูดออกมาด้วยเสียงแผ่ว
กั ล ย า ณ ม ต ร
“ขอน้ำให้เรากินหน่อย กระหายเหลือเกิน” นาย
ทองพูด อาตมารีบไปในน้ำจากกาใส่กระบอกนำมาให้
นายอ้ายเอามือยกศีรษะของเขาขึ้น แล้วก็เอากระบอกน้ำ
จ่อเข้าไปที่ปาก นายทองรีบดื่มกินด้วยความกระหาย
แล้วก็ล้มตัวลงนอนอีก ทำหน้าขมวดซี้ดปากแสดงอาการ
เจ็บปวดรวดร้าว เขาหลับตาพริ้มอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามขึ้น
ว่า “นี่เราอยู่ที่ไหน? ทำไมมันมืดอย่างนี้?”
“เราอยู่ในป่า ตรงที่รถคว่ำนั่นแหละ แกจำไม่ได้
หรือ?"
“อ๋อ จำได้แล้ว ลูกพี่ลูกพี่” เขาพูดด้วยเสียงแหบ
เครือแล้วแสดงอาการสะอื้นคล้ายร้องไห้
“อ้าย แกอยู่คนเดียวหรือ?” เขาถามหลังจากเงียบ
อยู่ครู่หนึ่ง
“กันอยู่กับท่านอาจารย์” นายอ้ายตอบ “แกจำได้
ไหมพระที่เราพบในระหว่างทางเมื่อเช้านี่ไง ท่านตามมา
ทันเราพอดี คนอื่น ๆ เขาไปกันหมดแล้ว ท่านอุตส่าห์อยู่
เป็นเพื่อนกันที่นี่”
นายทองเอียงศีรษะมามองดูอาตมา เอามือไขว่คว้า
จับเอามืออาตมาไปประนมไว้บนศีรษะของเขา กล่าวออก
มาอย่างแผ่วเบาว่า “สังฆัง สรณัง คัจฉามิ” แล้วก็
ร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร อาตมาคิดว่า เขาคง
เสียใจต่อการกระทำของเขาต่ออาตมาในวันนั้น
“ท่านอาจารย์ครับ” เขากล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ
“ยกโทษให้ผมด้วย ผมทำไปเพราะความเขลา ความโง่
ความคึกคะนอง บัดนี้ผมรู้ความจริงแล้ว ผมเสียใจ
มาก” ว่าแล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นต่อไป
“อย่าเสียใจไปเลย โยมเอ๋ย” อาตมากล่าวปลอบ
โยน “อาตมาไม่ถือโทษโกรธเคืองคุณหรอก อาตมา
ทราบดีว่า คุณกระทำไปโดยโมหะ เมื่อคุณสำนึกผิด
ได้ก็ดีแล้วต่อไปอย่ากระทำอีก”
“ผมขอรับรองว่า ผมจะไม่กระทำความชั่วใด ๆ
อีก เพราะผมทราบความจริงแล้ว ผมได้เห็นมากับตา
ตนเอง... น่ากลัวเหลือเกินท่านอาจารย์ครับ น่ากลัว
จริง ๆ”
อาตมาไม่เข้าใจความหมายคำพูดประโยคหลัง ๆ
Kalyanamitra.org