นิพพานจึงเป็นนิจจัง วารสารกัลยาณมิตร ปี 2532 ฉบับที่ 11 หน้า 102
หน้าที่ 102 / 124

สรุปเนื้อหา

๑๐๐ กั ล ย า ณ มิตร นิพพานจึงเป็นนิจจัง ถ้าจะถามว่า "ใครเป็นผู้หยั่งลงสู่อมตะ” ก็คือ ธรรมกายอรหันต์ จะเห็นได้ชัดว่า จุดมุ่งหมายของคำสอนและธรรมปฏิบัติของพระพุทธเจ้าเพื่อ "ภวนิโรธจากภพ แต่ไม่ใช่เพื่อ "วิภวะ" เพราะถ้าเป็น “วิภวะ” ก็คือ การดับสูญ (อุจเฉทวาท) "ภวะ” ในที่นี้คือ ธรรมกายเป็นปรมัตถสัจจะเช่นเดียวกับนิพพาน สภาวธรรมที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยการรับรู้ตามปกติ (4) เป็นอสังขตธาตุเช่นเดียวกัน เป็น ด องย้อนกลับไปพูดถึงเรื่องตาของธรรมกาย คืออายตนะพิเศษที่สามารถเห็น สภาวธรรมที่เป็นนามธรรม เป็นรูปธรรม เห็นกิเลส เห็นนิพพาน เห็นธรรม กายเป็นองค์พระพุทธรัตนะ มีลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ จึงบัญญัติและ บรรยายธรรมกายออกมาในลักษณะที่เป็น "อัตตา" (อัตตวิมุตติ) ซึ่งคำว่าอัตตา นี้ได้กล่าวแล้วว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า

หัวข้อประเด็น

- นิพพานจึงเป็นนิจจัง

ข้อความต้นฉบับในหน้า

๑๐๐ กั ล ย า ณ มิตร นิพพานจึงเป็นนิจจัง ถ้าจะถามว่า "ใครเป็นผู้หยั่งลงสู่อมตะ” ก็คือ ธรรมกายอรหันต์ จะเห็นได้ชัดว่า จุดมุ่งหมายของคำสอนและธรรมปฏิบัติของพระพุทธเจ้าเพื่อ "ภวนิโรธจากภพ แต่ไม่ใช่เพื่อ "วิภวะ" เพราะถ้าเป็น “วิภวะ” ก็คือ การดับสูญ (อุจเฉทวาท) "ภวะ” ในที่นี้คือ ธรรมกายเป็นปรมัตถสัจจะเช่นเดียวกับนิพพาน สภาวธรรมที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยการรับรู้ตามปกติ (4) เป็นอสังขตธาตุเช่นเดียวกัน เป็น ด องย้อนกลับไปพูดถึงเรื่องตาของธรรมกาย คืออายตนะพิเศษที่สามารถเห็น สภาวธรรมที่เป็นนามธรรม เป็นรูปธรรม เห็นกิเลส เห็นนิพพาน เห็นธรรม กายเป็นองค์พระพุทธรัตนะ มีลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ จึงบัญญัติและ บรรยายธรรมกายออกมาในลักษณะที่เป็น "อัตตา" (อัตตวิมุตติ) ซึ่งคำว่าอัตตา นี้ได้กล่าวแล้วว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นโลกสมัญญา โลกนิรุติ โลกโวหาร โลกบัญญัติ เมื่อเราใช้คำว่า "อัตตา" หยาบและละเอียดสำหรับภาวะในภพทั้งสาม คำว่า "อัตตา" ของธรรมกายจึงแทนภาวะในนิพพาน เป็นอัตตวิมุตติ ไม่ใช่การยึดติดในอัตตา (อัตตสมมุติ) ในความหมายอย่างในภพทั้งสาม การสอนตามแนววิชชาธรรมกายจึงมิได้ สอนให้ยึดติดในอัตตา "ธรรมกาย" จึงไม่ใช่อาตมันในความหมายของศาสนาพวกอาคมวาท จึงเป็นพุทธศาสนาตามหลักที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ (5) ถ้าจะมองทุกอย่างในหลักของอนัตตา ดังพุทธพจน์ที่ว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา โดยแยกทุกอย่างออกเป็นส่วนย่อย เช่น ร่างกายมนุษย์แยกเป็นธาตุ ๖ ซึ่งถ้าแยกทางวิทยา ศาสตร์ก็จะย่อยลงไปได้ว่า ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยส่วนย่อยคือเซลล์ เซลล์ประกอบ ด้วยส่วนย่อยคือ DNA และ RNA ซึ่งทั้ง ๒ แยกย่อยออกไปอีกได้เป็นธาตุคาร์บอน ธาตุ ไฮโดรเจน ธาตุออกซิเจน ฯลฯ คือสักแต่ว่าเป็นธาตุ นี่สำหรับสิ่งมีชีวิต แยกย่อยลงไปแล้ว ก็เป็นสิ่งไม่มีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิตอาจเริ่มด้วยสสาร แยกเป็นอณู เป็นปรมาณู เป็นนิวตรอน เป็นอิเล็กตรอน เป็นส่วนย่อยที่สุดลงไป ดังนี้จึงเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน การที่พระพุทธเจ้า สอนเรื่องอนัตตาเพื่อให้ละอุปาทาน ไม่ติดในสมมุติ อะไรคือสมมุติ ? อัตตาเฉย ๆ มันยังไม่ทำ ให้เกิดทุกข์ แต่อัตตาสัญญานั่นแหละทำให้ทุกข์ เพราะไปสำคัญมั่นหมายด้วยอุปาทานว่า เป็นนั่นเป็นนี้ เป็นเราเป็นของ ๆ เรา นั่นแหละสมมุติ ถ้าจะมองในแง่ของความไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ อัตตาเฉย ๆ มันก็เป็นทุกข์ในตัวของมันเอง หรือแม้แต่ส่วนย่อยของอัตตาก็เป็นทุกข์ใน ตัวของมันเอง คือความไม่เที่ยง แม้จะแยกอัตตาเป็นส่วนย่อย ๆ ลงไปดังที่กล่าวแล้วตามหลัก การมองแบบอนัตตา แต่ส่วนย่อย ๆ เหล่านั้นก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย โดยธรรมชาติ หรือโดยปัจจัยที่มาปรุงแต่งให้เป็นไป ฉะนั้นการมองทุกสิ่งในหลักอนัตตาก็ ยังไม่ใช่การพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง ถ้าเราแยกนิพพาน และธรรมกายพระพุทธเจ้าหรือธรรมกายอรหัตออกเป็นส่วนย่อย Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More