ข้อความต้นฉบับในหน้า
เค ร า ะ ห 1 1 3 เ จ ริ ญ ส ม ล ว ง ส
๑๐๒ กัลยา ณ มิตร
เมื่อครั้งกราบทูลลาพระพุทธเจ้าเพื่อปรินิพพาน ตามความในคัมภีร์อปทานตอนหนึ่งว่า
"ข้าแต่พระสุคตเจ้า หม่อมฉันเป็นมารดาของพระองค์ ข้าแต่พระธีรเจ้า พระองค์
ก็เป็นพระบิดาของหม่อมฉัน... รูปกายของพระองค์นี้ หม่อมฉันได้ทำให้เจริญเติบโต
ส่วนธรรมกายอันเป็นที่เอิบสุขของหม่อมฉันก็เป็นสิ่งอันพระองค์ได้ทำให้เจริญเติบโต" (๓)
ความสำคัญของ “คน” ไม่ได้อยู่ที่เป็นอัตตาหรืออนัตตาเท่านั้น แต่อยู่ที่ความเป็น
มนุษย์ผู้มีใจสูง เช่นเดียวกับ ความสำคัญของ "ธรรมกาย" ไม่ได้อยู่ที่เป็นอัตตาหรืออนัตตา
แต่อยู่ที่ "ความเป็นธรรมกาย (๔๔)
ตามที่ได้วิจารณ์มานี้ คงจะทำความกระจ่างให้กับผู้ที่ยังไม่เข้าใจว่า "ธรรมกาย"
คืออะไร? เป็นเรื่องที่น่าขำคือ เนื่องจากความไม่เข้าใจว่า พุทธรัตนะคืออะไร จึงมีบางท่าน
เห็นว่า พระพุทธรูปที่วัดพระธรรมกายหน้าเหมือนพระมงคลเทพมุนีตอนหนุ่ม ๆ ใส่มวยผม
เข้าไปอย่างไรอย่างนั้น บางท่านเห็นว่าหน้าเหมือนหลวงพ่อธัมมชโย และยังเลยเถิดไปอีกว่า
ท่านให้ปั้นพระให้เหมือนท่านด้วยความจงใจ คนพวกนั้นเห็นแต่กายเนื้อของท่าน แต่ไม่เห็น
พุทธรัตนะภายใน ซึ่งท่านกล่าวย้ำเสมอว่าเป็นของสากล มีในตัวมนุษย์ทุกคนที่ศูนย์กลาง-
กายฐานที่ ๗
และท่านได้ทุ่มชีวิตทั้งชีวิตเพื่อสั่งสอนคนให้เข้าถึงพุทธรัตนะภายในนี้
แต่ด้วยอคติอันเกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในทิฐิของตน หรือความยึดติดอยู่ในโลกสมัญญา โลก
นิรุติ โลกโวหาร โลกบัญญัติ ของคำว่า "อัตตา" ซึ่งแม้แต่พระพุทธเจ้ายังต้องใช้คำพูดนี้ใน
การสื่อความหมายให้มนุษย์เข้าใจ แต่พระองค์ท่านก็ตรัสไว้ด้วยว่า "ตถาคต ก็พูดด้วยถ้อยคำ
เหล่านั้น แต่ไม่ยึดติด เมื่อไม่เห็นความแตกต่างของคำว่า "อัตตสมมุติ" และ "อัตตวิมุตติ" จึง
ทำให้เข้าใจธรรมกายในความหมายที่ไม่ถูกต้อง หลักฐานรายละเอียดเรื่องของธรรมกายจะ
หาศึกษาได้จากพระธรรมเทศนา พระเมตตานันโท ภิกขุ (๒๓,๓๔)
อ
านิสงส์ในด้านความเป็นอริยบุคคล ๓๕) พระอานนท์ตอบคำถามของพระอุทายี
เรื่องพระอริยบุคคลประเภทต่าง ๆ ได้แก่ กายสักขี ปัญญาวิมุต อุภโตภาควิมุต
(รวม ๓ ประเภท) ว่าได้แก่ ผู้บรรลุอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๘ เป็นแต่ว่าบรรลุ
4 ข้อแรกเป็นโดยปริยาย (โดยอ้อม) แต่บรรลุข้อหลัง (สัญญาเวทยิตนิโรธ)
ชื่อว่าเป็นกายสักขี เป็นต้นโดยตรง (นิปปริยาย) พระอุทายีถามถึงความ
หมายของคำว่า สันทิฏฐิกธรรม (ธรรมที่เห็นได้เอง) สันทิฏฐิกนิพพาน
(นิพพานที่เห็นได้เอง) นิพพาน (ความดับ) ปรินิพพาน (ความดับสนิท) ตทั้งคนิพพาน
(ความดับด้วยองค์นั้น) ทิฏฐธัมมนิพพาน (นิพพานในปัจจุบัน) พระอานนท์ตอบว่า พระผู้มี
พระภาคตรัสว่า การที่ภิกษุเข้ารูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ เป็นธรรม เป็นนิพพานที่ถาม
นั้นโดยปริยาย แต่เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธเป็นธรรม เป็นนิพพานชนิดต่าง นั้นโดย
นิปปริยาย (โดยตรง)
ๆ
อานิสงส์ของธรรมปฏิบัติที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นจุดหมายทางอุดมคติของพุทธศาสนา
โดยเฉพาะในข้อที่ ๓ คือวิมุตติ ส่วนข้อที่ ๒ และข้อที่ ๑
๓
เป็นจุดหมายรองลงมา อานิสงส์ทั้ง
B
Kalyanamitra.org