ข้อความต้นฉบับในหน้า
อานิสงส์ : นามรูป มีการพัฒนาทั้งรูปทั้งนาม รูปคือกายมนุษย์หยาบพัฒนาละเอียดขึ้นเป็น
กายมนุษย์ละเอียด ฯลฯ จนถึงกายธรรมอรหัต ประกอบด้วยอสังขตธาตุ ส่วนนามพัฒนาจากเวทนาสัญญา
สังขาร วิญญาณ ที่ยึดถือด้วยอุปาทานเป็นทุกข์ เนื่องจากความไม่รู้คืออวิชชาเป็นสมุทัย จนหลุดพ้นจาก
อุปาทานขันธ์ด้วยการดำเนินติดตามมรรคมีองค์ ๘ ย่อลงเป็นศีล สมาธิ ปัญญา มีผลเป็น วิมุตติ วิมุตติญาณ
ทัสสนะ เป็นธรรมขันธ์ ๕ รูปที่รองรับนามในขันธ์ ๕ และอุปาทานขันธ์ ๕ คือกายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหม
รูปที่รองรับธรรมขันธ์ ๕ คือกายธรรมถึงธรรมกายองค์ที่สุดเป็นอสังขตธาตุ เป็นอัตตวิมุตติ พ้นจาก
อัตตสมมุติ เป็นพุทธรัตนะลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ
(๒) พระเทพเวที : ความหมายของคำว่า “วิมุตติ” พุทธธรรม หน้า ๓๐๙
(๒๔) พระเทพเวที : วิชชา พุทธธรรม หน้า ๒๖๙
(๒๕) พระเทพเวที : อนุปุพพวิหาร สมาบัติ ๘ พุทธธรรม หน้า ๓๒๕
(๒๖) สุชีพ ปุญญานุภาพ : อัตตา พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน พ.ศ. ๒/๒๕๒๔ หน้า ๓๑๐
(๒) สุชีพ ปุญญานุภาพ : อัตตา ๓ ประเภท พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน พ.ศ. ๒/๒๕๒๔ หน้า
005
(๒๔) ธัมมชโย ภิกขุ : อายตนะนิพพาน พระธรรมเทศนา ดูหน้า ๕๕-๑๐๒
(๒๕) สุชีพ ปุญญานุภาพ : นิพพาน ๒ อย่าง พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน พ.ศ. ๒/๒๕๒๔ หน้า ๕๔
(๑๐) พระเทพเวที : อายตนะนิพพาน พุทธธรรม หน้า ๒๖๖
(๓) สุชีพ ปุญญานุภาพ : ธรรมทั้งปวง พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน พ.ศ. ๒/๒๕๒๔ หน้า ๓๖
(๒๒) พระเทพเวที : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์ หน้า ๑๐๖
(๑๓) เมตตานันโท ภิกขุ : ธรรมกาย วารสารกัลยาณมิตร ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ฉบับที่ ๔๐-๔๓ และดูหน้า
๑๕-๑๔๕
(๒๔) เมตตานันโท ภิกขุ : ธรรมกาย กำลังเรียบเรียงจัดพิมพ์
(๑๕) สุชีพ ปุญญานุภาพ : พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน ๒/๒๕๒๔ หน้า ๕๕๒
(๑๖) พระเทพเวที : ประโยชน์ของสมาธิ พุทธธรรม พ.ศ. ๒๕๓๒ หน้า ๔๓๓
(๑๒) ธัมมชโย ภิกขุ : พระธรรมเทศนา อานิสงส์ของทาน ศีล ภาวนา ดูหน้า ๒๖-๗๗
(๓๘) ธัมมชโย ภิกขุ : พระธรรมเทศนา กุศลธรรม ดูหน้า ๒๔-๘๑
(๑๕) สุชีพ ปุญญานุภาพ : สัปปุริสทาน พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน หน้า ๖๕
(๔๐) สุชีพ ปุญญานุภาพ : ศีลสัมปทา พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน หน้า ๘๐
(๔๓) ธัมมชโย ภิกขุ : การศึกษา ๒ อย่าง ดูหน้า ๒๕
(๔๒) พุทธทาส ภิกขุ : ปฏิจจสมุปบาท คืออะไร? ธรรมบูชา : อธิบายขันธ์ ๕ ในลักษณะที่ไม่ได้มีอยู่
ตลอดเวลา เกิดขึ้นเป็นครั้ง ๆ ที่มีอายตนะภายนอกกระทบอายตนะภายใน เป็นผัสสะ เป็นเวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ ถ้ามีอวิชชาต่อจากเวทนา ก็จะเกิดอัดสัญญา ตัณหา อุปาทาน เป็นอุปาทาน
ขันธ์ ทำให้เกิดทุกข์ อวิชชาเป็นสมุทัยแห่งทุกข์ ส่วนภพ ชาติ ชรา มรณะ ฯลฯ ก็เป็นเพียงอาการ
แสดงออกทางอารมณ์จากความโลภ โกรธ หลง เป็นต่าง ๆ โดยสมมุติ เช่น เกิดเป็นพรหม เป็น
เทวดา เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์นรก ส่วนฝ่ายนิโรธและมรรค ก็คือการละอุปาทานขันธ์ การมองแบบนี้
มีส่วนดีที่ทุกอย่างเป็นปัจจุบัน ดับตัณหา อุปาทาน ดับทุกข์ ทุกอย่างกับหมด เป็นการมอง
ปฏิจจสมุปบาทอย่างมีประโยชน์มาก และเป็นอนัตตา อย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าตัดตอนเอา
ปฏิจจสมุปบาทในความหมายเพียงแต่ปัจจุบันเท่านั้น โดยไม่ยอมรับปฏิจจสมุปบาทแบบข้ามภพ
ข้ามชาติ ก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้นในหลักพุทธธรรม ถ้ามองในทั้ง ๒ ลักษณะตามความเป็นจริง ใน
เรื่องสังสารวัฏ เรื่องเวียนว่ายตายเกิด เรื่องจุตูปปาตญาณ ก็จะไม่เกิดความขัดแย้งเลย ตามพุทธพจน์
Kalyanamitra.org
กัลยา ณ ม ต ร ๑๐