ข้อความต้นฉบับในหน้า
วิ เ ศ ร า ะ ห ก า ร เ จ ริ ญ ส ม ก 3 ปี ส
๔๖ กัลยา ณ มิตร
ภพใหม่อีก (๒๔)
๓.
วิมุตติในความหมายแห่งภาวะแห่งความเป็นผู้หลุดพ้น และภาวะแห่งความ
เป็นอิสระ ที่ผู้หลุดพ้นหรือผู้เป็นอิสระนั้นเข้าถึงและรู้สึกได้ จะเห็นได้ว่า วิมุตติในความ
หมายที่ ๓ นี้ พูดถึง ๒ อย่างคือ ภาวะแห่งความเป็นผู้หลุดพ้น หมายถึง "ธรรมกายอรหันต์
ส่วนภาวะแห่งความเป็นอิสระที่ผู้หลุดพ้นเข้าถึงคือ "นิพพาน"
ภาวะความเป็นผู้หลุดพ้น คือ ธรรมกายอรหันต์
(อัตตวิมุตติ) คำว่า "อัตตา" (อัตตสมมุตติ) มีกล่าวไว้ว่า
ซึ่งเป็น นิจจัง สุขัง อัตตา
"เรื่องอัตตาเป็นเพียงโลกสมัญญา (ชื่อทางโลก) โลกนิรุติ (คำพูดทางโลก) โลกโวหาร
(โวหารทางโลก) และโลกบัญญัติ (บัญญัติทางโลก) ซึ่งตถาคตก็พูดด้วยถ้อยคำเหล่านั้นแต่ไม่
ยึดถือ" (๒๖)
ต่อ
จากนั้นทรงแสดงการได้อัตตา ๓ ประเภทคือ การได้อัตตา
หยาบ ซึ่งมีรูปประกอบด้วยธาตุ ๔ กินอาหารเป็นคำ ๆ
การได้อัตตามีรูปซึ่งเกิดจากใจ การได้อัตตาที่ไม่มีรูป
ซึ่งเกิดจากสัญญา (โดยใจความคือ ทรงแสดงการได้อัต
ภาพในกามภพ เช่น มนุษย์ สัตว์ เทพชั้นกามาวจร เป็น
ประเภทอัตตาหยาบ ทรงแสดงการได้อัตภาพในรูปภพ
คืออัตตาของรูปพรหม และทรงแสดงการได้อัตภาพในอรูปภพ คืออัตตาของอรูปพรหม)
แล้วทรงแสดงธรรมเพื่อให้ละอัตตาทั้ง ๓ ประเภทนั้น เมื่อปฏิบัติแล้วก็จักละธรรมที่ทำให้
เศร้าหมองและมีธรรมอันผ่องแผ้วเจริญยิ่ง ทำให้บรรลุความเป็นผู้สมบูรณ์ ไพบูลย์ด้วย
ปัญญาในปัจจุบัน และแม้จะมีใครกล่าวว่าการได้บรรลุสภาพเช่นนั้นทำให้เป็นทุกข์ ทรง
แสดงว่า มีความปราโมทย์ ความอิ่มใจ ความสงบ มีสติสัมปชัญญะ และความอยู่เป็นสุข
เปรียบเหมือนตั้งบันไดขึ้นสู่ปราสาท ซึ่งมีปราสาทอยู่จริง ๆ
ต่อจากนั้นทรงอธิบายรับรองความเห็นของจิตตะบุตรแห่งนายควาญช้าง (ซึ่งไป
เฝ้าพร้อมกับโปฏฐปาทปริพพาชก) มีว่า เมื่ออยู่ในสภาพใดสภาพหนึ่ง อัตตาก็ไม่อยู่ในสภาพ
อื่น เช่น เมื่อได้อัตตาหยาบก็ไม่อยู่ในสภาพอัตตาละเอียด เมื่ออยู่ในตอนไหนก็จริงในตอนนั้น
ตอนอื่นไม่จริง เปรียบเหมือน น้ำนม นมส้ม เนยข้น เนยใส ก้อนเนยใส ตอนไหนเป็นอะไร
ก็ไม่เป็นอย่างอื่น และสอนให้ปฏิบัติเพื่อละอัตตาทั้งสาม (๒๙) ซึ่งก็ตรงกับธรรมปฏิบัติตามแนว
วิชชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี ตามหลักการปฏิบัติที่ได้กล่าวมา
แล้วข้างต้น (๒๗.๔) เพื่อภวนิโรธแห่งภพ "ภวนิโรธแห่งภพ” ก็มีความหมายชัดเจนอยู่ในตัวคำ
พูดแล้ว คือ พ้นจากภาวะในภพทั้ง ๓ แต่ไม่ใช่การดับไปแห่ง "ภวะ ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็จะเป็น
วิภวะตัณหา (อุจเฉททิฏฐิ) "ภวะ” ระดับนี้ไม่ใช่ "ภวตัณหา” แต่เป็นภวะแห่ง อรหัตผล หรือ
"พระอรหันต์” ซึ่งมีกล่าวไว้ว่า ไม่สามารถบัญญัติพระอรหันต์ด้วยคำว่าอัตตาและไร้อัตตา
เพราะภวะที่แท้จริงของพระอรหันต์ก็คือ "ธรรมกายอรหันต์” ซึ่งเป็น ภวะที่หลุดพ้นแล้ว
Kalyanamitra.org