การเทศนาธรรม วารสารกัลยาณมิตร ปี 2536 ฉบับที่ 4 หน้า 99
หน้าที่ 99 / 121

สรุปเนื้อหา

รอบแล้วนั้นตถาคตเรียกว่า “แก่เปล่า” ส่วนผู้ใดมีสัจจะ (อริยสัจ ๔) ธรรมะ (โลกุตตระ ๙) อหิงสา (ไม่เบียด เบียน) สัญญมะ (สำรวมระวัง) และ ทมะ (ข่มใจ) ผู้นั้นแหละคือผู้คาย มลทินแล้ว เป็นผู้มีปัญญา ตถาคต กล่าวว่าเป็นเถระ” พระภิกษุทั้ง พระธรรมเทศนาจบแล้ว ก็ได้เป็น พระอรหันต์ทั้งหมด ของท่านสกุณฏกภัททิยะผู้ไม่โกรธ ไม่ขัดใจต่อใคร ๆ ผู้ที่จับตัวท่าน หรือพูดล้อเลียนท่าน พระเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดา ของผู้สิ้นอาสวะกิเลสแล้ว ย่อมไม่ โกรธ ไม่ขัดใจ เพราะท่านเหล่านั้น ไม่หวั่นไหวเหมือนกับภูเขาศิลา” เมื่อ ตรัสรับรองความจริงในการเป็น mo รูป ฟัง พระอรหันต์ของท่านแล้ว จึงตรัส พระคาถาอีกว่า “ภูเขาศิลาแท่งเดียวย่อมไม่ หวั่นไหวด้วยแรงลมทั้ง ๔ ทิศฉันใด ด้วยเหตุที่เป็นผู้กล่าว ลดขนาดความสูงของ การที่พระลกุณฏกภัททิ

หัวข้อประเด็น

- การเทศนาธรรม

ข้อความต้นฉบับในหน้า

รอบแล้วนั้นตถาคตเรียกว่า “แก่เปล่า” ส่วนผู้ใดมีสัจจะ (อริยสัจ ๔) ธรรมะ (โลกุตตระ ๙) อหิงสา (ไม่เบียด เบียน) สัญญมะ (สำรวมระวัง) และ ทมะ (ข่มใจ) ผู้นั้นแหละคือผู้คาย มลทินแล้ว เป็นผู้มีปัญญา ตถาคต กล่าวว่าเป็นเถระ” พระภิกษุทั้ง พระธรรมเทศนาจบแล้ว ก็ได้เป็น พระอรหันต์ทั้งหมด ของท่านสกุณฏกภัททิยะผู้ไม่โกรธ ไม่ขัดใจต่อใคร ๆ ผู้ที่จับตัวท่าน หรือพูดล้อเลียนท่าน พระเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดา ของผู้สิ้นอาสวะกิเลสแล้ว ย่อมไม่ โกรธ ไม่ขัดใจ เพราะท่านเหล่านั้น ไม่หวั่นไหวเหมือนกับภูเขาศิลา” เมื่อ ตรัสรับรองความจริงในการเป็น mo รูป ฟัง พระอรหันต์ของท่านแล้ว จึงตรัส พระคาถาอีกว่า 66 “ภูเขาศิลาแท่งเดียวย่อมไม่ หวั่นไหวด้วยแรงลมทั้ง ๔ ทิศฉันใด ด้วยเหตุที่เป็นผู้กล่าว ลดขนาดความสูงของ การที่พระลกุณฏกภัททิย เถระ เป็นผู้มีร่างกายคล้ายสามเณร น้อย คนทั้งหลายที่เป็นปุถุชนมี ภิกษุหนุ่มและสามเณรน้อยเป็นต้น เห็นท่านเข้า ก็จับต้องที่ศีรษะบ้าง หูบ้าง จมูกบ้าง ทั้งยังพูดจาล้อเลียนว่า การก่อสร้างพระเจดีย์ ได้สําเร็จ จึงเป็นผลไม่ดี บัณฑิตทั้งหลายก็ไม่หวั่นไหวด้วย การนินทาสรรเสริญฉันนั้น” ผลงานและเกียรติคุณของ ท่านพระลกุณฏกภัททิยเถระ ปรากฏ “ยังไม่สึกอีกหรือ?” หรือว่า “ยังยินดี ประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธ ตั้งแต่ชาตินั้นมา เมื่อหัวหน้า ช่างไม่กลับไปเกิดในชาติ เลื่องลือมากในเรื่องการเทศนาธรรม สั่งสอนพุทธศาสนิกชน ด้วยน้ำเสียง ศาสนาอยู่หรือ?" ไหน ๆ จึงได้สภาพร่างกาย นุ่มนวลกังวานไพเราะจับใจ เป็นที่ พระลกุณฏกภัททิยเถระหา ที่ด่าเตี้ยกว่าคนอื่น ๆ ชื่นชอบของบุคคลทั้งหลาย ยังผล ได้ถือโทษโกรธตอบต่อพระภิกษุหนุ่ม ให้พระพุทธศาสนาแผ่ขยายออกไป และสามเณรน้อยเหล่านั้นไม่เพราะ อย่างกว้างไกล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงถือเอามูลเหตุแห่งความเป็น ผู้พูดหรือเทศน์ได้ไพเราะ ตรัสยก ย่องท่านว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ท่านเป็นพระขีณาสพ ละกิเลส ตัณหา อุปาทานได้หมดสิ้นแล้ว พระภิกษุ ทั้งหลายทราบความเป็นผู้มีน้ำอด น้ำทน ไม่ว่าไม่บ่นใครของพระเถระ จึงนำเรื่องนี้มาสนทนาธรรมกันใน ธรรมสภา พระผู้มีพระภาคเจ้ามา ถึงธรรมสภาทอดพระเนตรเห็นพระ สงฆ์ประชุมกันอยู่ จึงตรัสถามว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวก เธอประชุมสนทนาเรื่องอะไรกัน” “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ทั้งหลายสนทนาถึงเรื่อง ในด้านมีเสียงไพเราะ เหตุที่ท่านได้เป็นผู้เลิศทาง ด้านมีเสียงไพเราะเช่นนี้ เพราะใน อดีตชาติเมื่อครั้งพุทธสมัยของพระ ปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จ อุบัติขึ้นในโลก พระเถระได้บังเกิด เป็นกุลบุตรในตระกูลที่มีทรัพย์มาก ณ เมืองหงสวดี เมื่อกุลบุตรเจริญ เติบโตก็ได้ไปฟังธรรมเทศนาของ เมษายน ๒๕๓๖ กัลยาณมิตร ๘๔
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More