ข้อความต้นฉบับในหน้า
มกับภรรยาแต่งงานอยู่กิน
(1 กันมาสิบปี มีลูกด้วยกัน
หนึ่งคนเป็นเพศชาย อายุอานาม
ของแกนับถึงวันนี้แปดขวบเต็มพอ
ดิบพอดี
อันที่จริงนั้นระยะแรก ๆ ของ
การแต่งงาน ผมได้ตั้งความหวังไว้
เป็นนักหนาว่าจะต้องมีลูกให้ได้สัก
สามคน จะเป็นชายสองหญิงหนึ่ง
หรือชายหนึ่งหญิงสองก็ได้ ผมไม่
เกี่ยงขอเพียงอย่างเดียวอย่าเป็นหญิง
ล้วนหรือชายล้วนอย่างเดียวถือว่าดี
เมื่อตั้งความหวังเป็นมั่นเป็น
ทั้งนั้น
เหมาะไว้แบบนี้ เวลาไปไหว้เจ้าไม่
ว่าศาลไหน ผมเป็นต้องบนบานกับ
เจ้าทุกองค์ขอให้ผมมีพร้อมทั้งลูกชาย
และลูกหญิงที่จะเป็นเพียงหญิงล้วน
หรือชายล้วนนั้นอย่าได้เป็นโดยเด็ด
มาด
เรื่องไปไหว้และบนเจ้านั้น
กลับมาบ้านแล้วผมจะเล่าให้ภรรยา
ฟังด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง แม้ว่า
เมื่อฟังแล้วเธอจะแสดงอาการเหมือน
คนกำลังดมกลิ่นเน่าเหม็น หรือ
บางครั้งก็พูดขัดคอขึ้นมาตรง ๆ ก็
ตาม มีครั้งหนึ่งเธอพูดขึ้นว่า
“เที่ยวไปขอลูกกับผีกับเจ้า
ระวังจะซวยไม่รู้ตัว” กล้าพูดจา
ขวางโลกขนาดนี้ผมก็เลยตะคอกให้
แล้วเราก็เลยไม่พูดไม่จาไม่มองหน้า
กันไปหลายวัน
66
บางวันแกดูเป็น
ลูกชายจริง ๆ
แต่บางวันแกไปเอา
กระโปรงของแม่มา
นุ่ง เอาเสื้อชั้นในของ
แม่มาใส่ เอาลิปสติก
สีแดง มาหาแก่น
ทาหน้าทาปากเลอะ
เทอะเปรอะไปทั่ว
ผ่านรอบปีที่สองของการแต่ง
งานไปเพียงเล็กน้อยเราจึงได้ลูกชาย
คนนี้ แกเป็นเด็กที่มีรูปร่างหน้าตา
อิ่มเอิบมีน้ำมีนวลมาตั้งแต่เกิด ใคร
เห็นเป็นต้องชม ผมได้ยินทีไรหัวใจ
โป่งพองขึ้นมาทุกที
เมื่อมีลูกคนแรกแล้ว ปีต่อมา
และต่อ ๆ มา ผมก็เริ่มตั้งหน้าตั้งตา
รอน้องชายหรือน้องสาวของแกที่จะ
ตามมาต่อไป
รอแล้วรอเล่า รอติดต่อกัน
มาอีกหลายปีโดยไม่มีวี่แววแต่อย่าง
ใด ในที่สุดผมก็เลยตัดใจเลิกหวัง
ต่อจากนั้นผมก็หันมาให้ความสนใจ
กับลูกชายมากขึ้น
คลุกคลีเล่นกับลูกไม่นาน
ผมก็เริ่มพบเห็นพฤติกรรมบางอย่าง
ในตัวลูก เป็นต้นว่า บางวันแกดู
เป็นลูกชายจริง ๆ แต่บางวันแกไป
เอากระโปรงของแม่มานุ่ง เอาเสื้อ
ชั้นในของแม่มาใส่ เอาลิปสติกสีแดง
มาทาแก้มทาหน้าทาปากเลอะเทอะ
เปรอะไปทั่ว
“แกคงนึกสนุกตามประสา
เด็ก” ผมพูดกับภรรยาด้วยท่าทาง
แสดงความเอ็นดูลูก
“เป็นอย่างที่เฮียพูดก็ดี”
“บางทีแกอาจจะอยากเลียน
แบบแม่เล่น ๆ”
“เลียนแบบเล่นน่ะ ไม่เป็น
อะไรหรอก ฉันกลัวว่าจะเป็นการ
เรียนรู้จริง ๆ เสียมากกว่า”
“เธอพูดอย่างนี้ จะให้ฉัน
หมายความว่ายังไง” เสียงผมห้วน
เมษายน ๒๕๓๖ กัลยาณมิตร ๙๗