ข้อความต้นฉบับในหน้า
ที่ ๕ คือ ผีสติสัมปชัญญะ
เราจะตัดสินอะไรในขั้นด้น ต้องให้ถูกธรรม ถ้าผิด
ธรรมก็ไม่เอา เพราะจะทำให้วุ่นวาย ยกตัวอย่างเช่น เห็น
คนตกน้ำจะตายอยู่แล้ว แต่ทั้งๆ ที่เราสามารถช่วยเขาได้
เราก็ไม่ช่วย ตรงนี้ถ้าตัดสินโดยศีลแล้วไม่ผิด เพราะเราไม่
ได้ฆ่าไม่ได้ผลักเขาตกน้ำ เขาตกลงไปเอง แต่ถ้าตัดสินด้วย
ธรรมแล้ว ถือว่าผิดเพราะขาดเมตตากรุณา ไม่ยอมช่วยเขา
ทั้งๆ ที่พอจะช่วยได้
หรือเรื่องทำมาหากิน แม้ไม่ได้ลักไม่ได้ขโมยไม่ผิดศีล
แต่มีอาชีพขายของปลอม เล่นการพนัน ตั้งโต๊ะบิลเลียดถึง
จะไม่ผิดกฎหมาย แต่เนื่องจากหลอกลวงเขา ไม่ใช่สัมมา
อาชีวะ จึงถือว่าผิดธรรม
เรื่องห้ามประพฤติผิดในกาม จะอ้างว่าไปเที่ยวบาร์
เที่ยวคลับ จนเลยเถิดไป แต่ถ้าทั้งคู่ยินยอมพร้อมใจกันแล้ว
ไม่ได้ไปแย่งสามี ภรรยา พรากลูก พรากพ่อใคร ไม่ผิดศีล
ข้อ ๓ สักหน่อย ก็บอกว่าไม่ผิดดีล แต่ผิดธรรมเพราะไม่
สํารวมในกาม
หรือเรื่องพูดเท็จ เราไม่ได้พูดแต่รู้แล้วไม่บอก รู้ว่า
น้ำในแก้วมียาพิษ แต่ไม่บอก ปล่อยให้เพื่อนกินเข้าไป อย่าง
นี้ศีลไม่ขาด เพราะเราไม่ได้เป็นคนใส่ยาพิษลงไป แต่ขาด
ทั้งความเมตตากรุณา และขาดความซื่อสัตย์ อุตส่าห์คบกัน
มาตั้งนานยังไม่จริงใจต่อกัน ขาดสัจจะต่อบุคคล ไม่มีความ
ซื่อสัตย์ต่อพรรคพวกเพื่อนฝูงเลย นี่ก็ผิด เมื่อตัดสินกันโดย
ธรรม หรือแม้ที่สุด ฉันไม่ได้ดื่มสุรา แต่ฉันชอบตลกคะนอง
เข้ามาในวัดแหม มันเงียบ มันเซ็ง ขอเต้นตุ๊กดกๆ หน่อย
เถอะนะ นี่ก็ไม่ผิดศีล แต่ผิดธรรมนะ สติสัมปชัญญะมันหย่อน
ไปเสียหน่อยแล้ว
การคัดสินโดยดีล
การตัดสินเรื่องบางเรื่อง ถ้าตัดสินผิดถูกหย่อนลงมา
หน่อย ก็ตัดสินกันโดยศีล คือถ้าเอาคุณภาพเกรดเอ เขา
ตัดสินกันโดยธรรม แต่ถ้าเอาแค่เกรดที่จะตัดสินกันโดยดีล
คือเบญจศีล ถ้าไม่ใช้เบญจศีลในการตัดสิน ก็อาจจะใช้คุคล
กรรมบถ ๑๐ เป็นหลักในการตัดสินได้ กุศลกรรมบถ ๑๐ นั้น
ได้แก่
ข้อที่ ๑ ไม่ฆ่าสัตว์
ข้อที่ เอ ไม่ลักทรัพย์
กัลยาณมิตร.
๕๘
ข้อที่ ๓ ไม่เจ้าชู้
กุศลกรรมบถ ๓ ข้อแรกนี้เป็นเรื่องทางกาย
ข้อที่ ๔ ไม่พูดเท็จ
ข้อที่ ๕ ไม่พูดส่อเสียด คือนำความข้างโน้นมาบอก
ข้างนี้ นำความช้างนี้ไปบอกข้างโน้นให้เขาทะเลาะกัน
ข้อที่ 5 ไม่พูดค่า หยาบ
ข้อที่ ๗ ไม่พูดเพื่อเจ้อ น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง
ไม่ได้ความอะไร
กุศลกรรมบถ ๔ ข้อกลางนี้เป็นเรื่องทางวาจา ส่วน ต
ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องทางใจ ได้แก่
ข้อที่ 4 ไม่โลภ
ข้อที่ ๗ ไม่พยาบาท
ข้อที่ ๑ ไม่เห็นผิดเป็นชอบ ภาษาพระท่านเรียกว่า
สัมมาทิฎฐิ
รวมเป็นกุศลกรรมบถ 100 ข้อด้วยกัน นี้ก็เป็นวิธีตัดสิน
การคัดสินโดยขนบธรรมเนียมประเพณี
การตัดสินโดยขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น โดยทั่ว
ไปเขาจะตัดสินในเรื่องที่เป็นกลางคือไม่ผิด ไม่ถูก อาจจะเกิด
ความเสียหายบ้างแต่ก็น้อยเต็มที่ เช่น ของของเราๆ ไม่ให้
ใคร แล้วเราก็ไม่ได้ไปโกงใครมา ใครจะเป็นอย่างไรเราไม่
สนใจ อย่างนี้ก็ไม่ใช่บุญและก็ไม่ใช่บาป มันเป็นกลางๆ
อย่างนี้ ก็ต้องตัดสินผิดถูกกันด้วยขนบธรรมเนียมประเพณี
ซึ่งก็ถือว่าขาดความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน อย่างเช่น ในประ
เทศอินเดีย เผื่อญาติโยมจะคุยกับพระเขาจะต้องนั่งชัด
สมาธิคุยกัน ถ้าไม่นั่งขัดสมาธิคุยกัน ถือว่าไม่รักกัน ซึ่งมันก็
ไม่เป็นบุญเป็นบาป แล้วมันก็ไม่ได้เสียหายตรงไหน แต่ถ้า
ไม่ทำตามก็ถือว่าผิดขนบธรรมเนียมประเพณีของอินเดีย ซึ่ง
ต่างกับวัฒนธรรมไทยที่ปู่ย่าตาทวดนิยมการนั่งพับเพียบคุย
กับพระ
แม้ในพระพุทธศาสนาก็มีประเพณีในการจัดยันตับที่
นั่งกันดามอาวุโส ใครบวชก่อนก็นั่งหัวแถว ใครบวชทีหลังก็
นั่งท้ายแถว ถึงแม้ผู้ที่บวชทีหลังจะบรรลุธรรมเป็นพระอร
หันต์แล้ว แต่เวลานั่งก็ต้องต่อท้ายแถว นี้เป็นเรื่องของ
ความเป็นอยู่ แต่พอถึงเวลาท่า งานจะเอาความสามารถเป็น
ตัวตั้งทันที ยกตัวอย่างเช่น ในสมัยพุทธกาล เรื่องของการ
บริหารการคณะสงฆ์ ผู้ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบด้านการบริหาร
กรกฎาคม ๒๕๔๐