การดูแลอาสาสมัครและการฝึกอบรม วารสารกัลยาณมิตร ปี 2540 ฉบับที่ 7 หน้า 59
หน้าที่ 59 / 132

สรุปเนื้อหา

จำเป็นที่เราจะต้องดูแลน้องๆ อาสาสมัครที่เข้ามาใหม่ ให้ เขาได้มีความสะอาดทั้งกาย วาจา ใจ มีความเป็นระเบียบ เรียบร้อยทั้งตัวเองและข้าวของที่ใช้ด้วย คือไม่ปล่อยเนื้อ ปล่อยตัวให้สกปรก ข้าวของที่หยิบมาใช้ก็ต้องให้มีความเป็น ระเบียบเรียบร้อย หยิบมาจากไหน ใช้เสร็จแล้วก็ต้องเอาไป เก็บไว้ที่เดิม ไม่ทิ้งๆ ขว้างๆ จะหยิบจะทำอะไรก็ให้พอเหมาะ พอสม ถ้าตัวเราและน้องๆ ของเราสามารถทำได้อย่างนี้แล้ว ทุกอย่างก็จะดีเอง ถามว่าเราจะสึกเขาอย่างไรให้ได้สมบูรณ์แบบอย่างนี้ ก็ต้องถามตัวเองว่า เมื่อก่อนนี้ตอนที่พวกเราเข้ามาวัดใหม่ๆ เราก็พะรุงพะรังอย่างนี้เหมือนกัน แต่พอเช้าวัดมาได้ระยะ หนึ่งแล้ว เราก็สะอาด และก็มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย จะหยิบจะทำอะไรก็พอเหมาะพอสม ไม่พะรุงพะรังเหมือน แต่ก่อน เราต้องถามตัวเองว่า พี่ๆ เข

หัวข้อประเด็น

- การดูแลอาสาสมัครและการฝึกอบรม

ข้อความต้นฉบับในหน้า

จำเป็นที่เราจะต้องดูแลน้องๆ อาสาสมัครที่เข้ามาใหม่ ให้ เขาได้มีความสะอาดทั้งกาย วาจา ใจ มีความเป็นระเบียบ เรียบร้อยทั้งตัวเองและข้าวของที่ใช้ด้วย คือไม่ปล่อยเนื้อ ปล่อยตัวให้สกปรก ข้าวของที่หยิบมาใช้ก็ต้องให้มีความเป็น ระเบียบเรียบร้อย หยิบมาจากไหน ใช้เสร็จแล้วก็ต้องเอาไป เก็บไว้ที่เดิม ไม่ทิ้งๆ ขว้างๆ จะหยิบจะทำอะไรก็ให้พอเหมาะ พอสม ถ้าตัวเราและน้องๆ ของเราสามารถทำได้อย่างนี้แล้ว ทุกอย่างก็จะดีเอง ถามว่าเราจะสึกเขาอย่างไรให้ได้สมบูรณ์แบบอย่างนี้ ก็ต้องถามตัวเองว่า เมื่อก่อนนี้ตอนที่พวกเราเข้ามาวัดใหม่ๆ เราก็พะรุงพะรังอย่างนี้เหมือนกัน แต่พอเช้าวัดมาได้ระยะ หนึ่งแล้ว เราก็สะอาด และก็มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย จะหยิบจะทำอะไรก็พอเหมาะพอสม ไม่พะรุงพะรังเหมือน แต่ก่อน เราต้องถามตัวเองว่า พี่ๆ เขาเตือนเราอย่างไร เรา จึงเรียบร้อยขึ้นมาได้อย่างนี้ พอนึกถามแล้ว ภาพเหล่านั้น ก็จะค่อยๆ ผุดขึ้นมาเอง เป็นเหตุเป็นผลให้เห็นขึ้นมาเลย แล้วเราก็จะรู้ว่าเราควรจะสึกน้องๆ อย่างไร จากนั้นก็จัด เป็นระบบขึ้นมา จากระบบงานนี้แหละจะทำให้เกิดกิจกรรม แตกตัวแตกกิ่งแตกล้านต่อไป นั่นก็คือเราจะได้ระบบการฝึกคนขึ้นมา จากประสบ การณ์ที่เราได้ผ่านการฝึกอบรมมาแล้ว ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมา นี้ต้องตั้งอยู่บนหลักพื้นฐาน ๓ อย่างคือ 0. ความสะอาด ๒. ความเป็นระเบียบ และ ๓. 1. การใช้ปัญญา ปรับทุกอย่างให้พอเหมาะพอสม อย่างที่กล่าวมาแล้ว เมื่อได้หลักอย่างนี้ ไม่ว่าพวกเราจะคิดเรื่องอะไรก็ ตามที ก็เอาหลักนี้ใส่เข้าไปแล้วในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างที่เรา เช้าไปเกี่ยวข้อง มันก็จะลงตัวของมันเอง หลักเกณฑ์ในการคัดสินความเหมาะสม มีสิ่งหนึ่งที่หลวงพ่ออยากจะย้ำให้พวกเราทำความเข้า ใจกันให้ดีคือ ความพอเหมาะพอสมนี้เราจะเอาอะไรเป็น เครื่องตัดสิน เอาอะไรเป็นมิเตอร์วัดว่า อย่างไรจึงจะเรียกว่า “เหมาะสม” เช่น ไว้ผมอย่างไรจึงจะเหมาะสม แปรงฟัน อย่างไรจึงจะเหมาะสม จะแต่งเนื้อแต่งตัวอย่างไร ทำงาน ทำการอย่างไรจะพูดจาอย่างไร จะกินอย่างไร จะนอนอย่างไร จึงจะเหมาะสม เราจะเอาอะไรเป็นเครื่องวัด หลวงพ่อขอ ยกตัวอย่างคร่าวๆ ให้ดูก็แล้วกันว่า ในการตัดสินความ เหมาะสม ความถูกต้อง ความชอบธรรมนั้น เขามีหลักมี เกณฑ์อย่างไร หลักเกณฑ์ในการตัดสินนั้นเขามีเกณฑ์อยู่ 4 อย่าง แต่ เรียงกันไปตามลำดับ ละอย่างมีความละเอียดความหยาบ อย่างนี้ ๐. ตัดสินโดยธรรม ๒. ตัดสินโดยศีล ๓. ตัดสินโดยขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม ๔. ตัดสินด้วยระเบียบวินัย ๔. ตัดสินด้วยกฎหมายของบ้านเมือง การคัดสินโดยธรรม ถ้าเราจะตัดสินอะไรง่ายๆในขั้นต้น ต้องตัดสินโดย ธรรมว่าผิดธรรมหรือไม่ โดยทั่วไปเราจะใช้เบญจธรรมเป็น เกณฑ์ในการตัดสิน เบญจธรรมนั้นคู่กับเบญจศีล เราก็มาดู กันว่าเบญจศีลและเบญจธรรมนั้นเป็นอย่างไร เบญจศีลข้อที่ 0 ห้ามฆ่าสัตว์ เบญจธรรมข้อที่ 0 คือ เมตตากรุณา 0 เบญจศีลข้อที่ ๒ ห้ามลักทรัพย์ เบญจธรรมข้อที่ ๒ คือ สัมมาอาชีวะ เบญจศีลข้อที่ ๓ ห้ามประพฤติผิดในกาม เบญจธรรม ข้อที่ ๓ คือ มีความสำรวมในกาม เบญจศีลข้อที่ ๔ ห้ามพูดเท็จ เบญจธรรมข้อที่ ๔ คือ ความซื่อสัตย์ เบญจศีลข้อที่ ๕ ห้ามดื่มสุรายาเมา เบญจธรรมข้อ กัลยาณมิตร กรกฎาคม ๒๕๔๐
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More