ข้อความต้นฉบับในหน้า
ไม่ค่อยแข็งแรงนักว่า "ไม่รู้ซี มัน
ตื้นตันไปหมด ก่อนผมจะร้องไห้ ผม
ได้กลิ่นอะไรไม่รู้ หอมๆ หอมแบบ
ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนเลย" คำตอบของ
คุณวิคเตอร์ทำให้ผู้เขียนนึกถึงดอก
มณฑารพ ดอกไม้สวรรค์ที่โปรย
ปรายลงมาในเวลาที่พระพุทธองค์
เสด็จดับขันธปรินิพพาน ส่วนจะใช้
หรือไม่คงไม่มีใครกล้ายืนยัน สำหรับ
ตัวผู้เขียนเองคิดว่า ถ้าคิดว่าใช่แล้ว
ใจมีปีติ ก็จะขอเลือกเอาว่าที่คุณ
วิคเตอร์ได้กลิ่นนั้น คือ ดอกมณฑารพ
พม่าได้ให้ทุนในการบูรณะซ่อมแซม
ออกจากสาลวโนทยานไป
อีกไม่ไกลนัก ประมาณ ๑ กิโลเมตร
เราได้ไปนมัสการ มกุฏพันธนเจดีย์
ชาวบ้านแถวนั้นเรียกว่า รามภาร
กาฎีลา สถานที่ถวายพระเพลิงพระ
บรมศพและสถานที่แบ่งพระบรม
สารีริกธาตุ เป็นที่ที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้
น้อยใหญ่ กลางลานเป็นพระสถูปใหญ่
มองดูคล้ายเนินเขา มีฐานกว้าง
สันนิษฐานว่า แต่เดิมคงเป็นเนินดิน
คุณวิคเตอร์คือคนที่นั่งด้านขวามือสุด
ภายหลังมีการบูรณะจึงก่อเป็นอิฐ
ด้วยภาษาไทยที่ไม่ค่อยแข็งแรง แต่เจ้าตัวมั่นอก
มั่นใจที่จะเล่ามาก ทำให้พวกเราที่ล้อมวงฟังคุณวิคเตอร์อยู่
นั้นสนุกสนาน แม้ว่าเรื่องที่คุณวิคเตอร์เล่าจะเป็นเรื่องที่
ค่อนข้างเรียกน้ำตาก็ตาม
“ผมนี่นะ ไม่ขายคนที่ร้องไห้ง่ายๆ ในชีวิตผมร้องไห้
ตั้งแต่โตมาอายุปานนี้จำได้ว่าร้องไห้มา ๒ ครั้งเท่านั้น
ครั้งหนึ่งจำได้ว่ามาร้องไห้ที่วัดพระธรรมกาย ตอนที่เขา
เปิดเพลงแม่นะ ผมไม่รู้ชื่อเพลงอะไร พอฟังแล้วทำให้ผม
คิดถึงแม่มาก ก็เลยร้องไห้เลย แล้วก็มาครั้งนี้แหละ ผม
ตื้นตันจริงๆ นะ ว่าแต่คุณใช่ไหม? ที่ลงทิชชูให้ผมนะ” คุณ
วิคเตอร์ยังไม่ละความพยายามที่จะตามหาคนที่ส่งหิชชูให้
หันมาถามผู้เขียน แน่นอน คำตอบคือ “ไม่ใช่ค่ะ ไม่รู้เรื่องเลย”
หลังจากนั่งสมาธิแล้ว พวกเราเข้าไปในวิหารเพื่อ
นมัสการพระพุทธรูปปางมหาปรินิพพาน ซึ่งมีความยาว
ประมาณ ๒๐ ฟุต หรือ ๗ เมตร บรรทมตะแคงขวา
พระพุทธรูปองค์นี้เป็นองค์แทนให้เราได้ระลึกถึงพระคัมมา
สัมพุทธเจ้า พวกเราหลายคนเตรียมธูปเทียนไปจากเมืองไทย
น่ามาแบ่งกันจุดบูชา เราได้ดอกบัวขาวจากที่เด็กน้อยชาว
อินเดียเก็บมาขาย คนละหนึ่งดอก เครื่องสักการะนั้นไม่ได้
มีอะไรพิเศษ หากแต่ความพิเศษอยู่ที่จิตใจของแต่ละคนที่
เต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธา
วิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมหาปรินิพพาน
แห่งนี้มีอายุกว่า ๑,๕๐๐ ปี ตามหลักฐานที่จารึกไว้ว่า ผู้สร้างชื่อ
หริพละ สวามี นายช่างชื่อ ทินะ เป็นชาวเมืองมถุรา ต่อมา
เคยมีนักค้นหาสมบัติได้ขุดเป็นช่องทางลงไปข้างล่างลึกลงไป
มีกองขี้เถ้าและดินที่ถูกไฟไหม้ปรากฏให้เห็นอยู่ ที่แห่งนี้
เดิมเป็นวนอุทยานศักดิ์สิทธิ์ของเจ้ามัลลกษัตริย์ เป็นที่เสด็จ
มาพักผ่อน ทำบุญ บวงสรวง เซ่นไหว้อยู่เสมอ เพราะถือว่าที่
แห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่แต่เดิมแล้วเมื่อใช้สถานที่แห่งนี้เป็น
ที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ สถานที่แห่งนี้ยิ่งมีความ
ศักดิ์สิทธิ์เพิ่มมากขึ้นไปอีก ดังนั้น สถานที่แห่งนี้จึงไม่มีการ
น่าพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ เพราะถือว่าเป็นสถานที่
ศักดิสทธิ์ในตัวเองอยู่แล้ว
อาจารย์บรรจบได้บรรยายเพิ่มเติมถึงเหตุการณ์การ
ถวายพระเพลิงพระบรมศพและการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุว่า "
“ลองนึกภาพนะครับ ในช่วง ๗ วัน ของการถวายพระเพลิง
พระบรมศพ เฉพาะพระภิกษุที่มาร่วมถวายพระเพลิงประมาณ
๗ แสนรูป และฆราวาสอีกมากมาย” ในเวลานั้นแผ่นดินที่
เรายืนอยู่นี้คงเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศทีเดียว
เมื่อพระมหากัสสปะพร้อมด้วยพระภิกษุ ๕๐๐ รูป
เดินทางมาถึงมกุฏพันธนเจดีย์แล้วท่านเข้าไปเวียนประทักษิณ
๓ รอบ ถวายบังคมพระบรมศพ จากนั้นจิตกาธาน
(เชิงตะกอนที่ถวายพระเพลิง)ของพระพุทธองค์ก็ลุกโพลง
ขึ้นด้วยอานุภาพของเทวดา
พระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกเพลิงไหม้
หมดแล้ว ท่อน้ำหลั่งตกลงมาจากอากาศและพุ่งขึ้นจากพื้นดิน
ดับจิตกาธานของพระพุทธองค์ เหลือแต่พระบรมสารีริกธาตุ
จากนั้นเจ้ามัลลกษัตริย์ก็อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมด
พฤษภาคม พ.ศ. ๒^X1 ๒๓